clinicrak.com   คลินิกรัก


เทคนิคการครองชีวิตคู่

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


การที่คนเราสองคนจะมาเป็นสามีภรรยากันเป็นเรื่องง่าย แต่จะให้ครองชีวิตคู่ราบรื่นยาวนานเป็นเรื่องยาก เพราะทั้งคู่ต่างก็มีลัษณะเฉพาะของตัวเองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และวัฒนธรรม ความรู้ ความคิด ความเชื่อต่างๆ เมื่อมาอยู่ด้วยกันย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งได้เสมอ การเปลี่ยนแปลงจากชีวิตโสดมาสู่ชีวิตคู่ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ในการอยู่ร่วมกัน รู้จักปรับตัวเข้าหากัน และเมื่อเกิดปัญหา ก็จะต้องรู้วิธีจัดการกับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจทำให้ความขัดแย้งนั้นขยายความรุนแรงจนไปสู่ การหย่าร้างและการล่มสลายของครอบครัวได้ในที่สุด

"คู่มือเทคนิคการครองชีวิตคู่" เป็นคู่มือ ซึ่งมีความยาว ที่เป็นเนื้อหาอยู่ประมาณ 48 หน้า เรียบเรียงขึ้นมาสืบเนื่องจาก การที่นักสังคมสงเคราะห์ของโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดกลุ่มให้การปรึกษาสตรีที่มีปัญหาชีวิตสมรส เพื่อช่วยเหลือ กลุ่มสตรีที่ถูกคู่สมรสนอกใจ ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยวิธีจัดการกับปัญหาที่เหมาะสม และเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว ผลของการจัดกลุ่มทราบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และมีเสียงเรียกร้องจากผู้มาเข้าร่วมกลุ่มตลอดจนผู้ที่ติดต่อมายังโครงการ ขอให้คณะผู้ดำเนินงานจัดทำเอกสารด้านการครองชีวิตคู่เผยแพร่ เพื่อประโยชน์ในการนำไปทบทวน ปรับใช้และเผยแพร่ แก่ผู้ที่มีปัญหาแบบเดียวกัน รวมทั้งผู้ที่สนใจ สำหรับนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานก็อาจใช้คู่มือนี้เป็นเอกสาร ประกอบการบรรยายให้ความรู้และเป็นแนวทางในการให้การปรึกษา ด้านการครองชีวิตคู่แก่ประชาชนได้ด้วย

นักจิตวิทยารจนา กุลรัตน์ จากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งได้รวบรวมและเรียบเรียง "คู่มือเทคนิคการครองชีวิตคู่" นี้ขึ้นร่วมกับคณะจิตวิทยาของโรงพยาบาลกล่าวว่า "คู่มือฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานโครงการจัดกลุ่ม ให้คำปรึกษาสตรีที่มีปัญหาชีวิตสมรส ซึ่งได้รับอนุมัติโครงการ จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์ปรีชา ศตวรรษธำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ให้การสนับสนุน ในส่วนเนื้อหาด้านวิชาการ ได้รับการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ดร.ณัฐไชย ตันติสุข ท่านที่ปรึกษาอีกท่านหนึ่งที่กรุณาอนุญาต ให้นำบทบรรยายของท่านเรื่อง "ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว และความรู้เรื่องเพศในชีวิตสมรส มาตีพิมพ์ในคู่มือฉบับนี้ด้วย

ขั้นตอนของ "เทคนิคการครองชีวิตคู่" ประกอบด้วย

  • การเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่ดีต้องมีความรัก
  • การพัฒนาตนเองเพื่อชีวิตสมรสที่ดีขึ้น
  • ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว
  • การสื่อสารในชีวิตสมรส
  • ความรู้เรื่องเพศในชีวิตสมรส
  • การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในชีวิตสมรส

"ความรักคือพลังแห่งชีวิต" นิยามความรักเช่นนี้แล้ว ความรักเป็นพลังแห่งชีวิตจริงหรือ ท่านคงจำได้ข้อความที่ว่า "ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน" ความรักเป็นความหวานชื่นใจ โดยไม่ต้องใช้น้ำตาล หัวใจที่เต็มไปด้วยความรักเบิกบานเป็นสุข ย่อมเป็นพลังงานให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ให้หมดไปได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพลังชีวิตที่จะคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดกับตนและคนใกล้ชิด พร้อมกันนี้ยังสามารถเอื้อเฟื้อ ต่อผู้อื่นในสังคมได้อีกด้วย

ความรักเป็นพลังแห่งชีวิตได้ต้องประกอบด้วย ความเข้าใจซึ่งกันและกัน เอาใจใส่เรียนรู้นิสัยใจคอ อารมณ์ ความประพฤติ รสนิยมของกันและกัน อย่างถ่องแท้ คู่รักใดมีความรักเป็นทุน มีความเข้าใจหนุนหลังย่อมสามารถ จัดการกับปัญหาและอุปสรรคด้วยสันติวิธี ความรักเป็นสิ่งที่หวานชื่น ความเข้าใจกรุยทางให้ราบรื่น ความรักเป็นพลังแห่งชีวิตให้แก่คู่รักนั้นตลอดกาล

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามน่าชื่นชมยินดี ขอให้โลกนี้มีความรักและสมานฉันท์อยู่ทั่วไปไม่ปล่อยให้อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ คู่รักเริ่มสร้างครอบครัว ด้วยความรัก ความเข้าใจต่อกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่น "พ่อรักแม่ แม่รักพ่อ พ่อแม่รักลูก ลูกๆ รักพ่อแม่และรักกัน ผูกพันครอบครัว" ด้วยพลังแห่งความรักอันศักดิ์สิทธิ์ไม่เสื่อมคลาย

เมื่อคนสองคนซึ่งต่างครอบครัว ตัดสินใจมาใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นครอบครัวใหม่ โดยมีความรักเป็นพื้นฐาน ทั้งสองฝ่าย ต่างควรพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นที่พอใจ หรือการกระทำใด ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็ต้องพยายามสนับสนุนให้เกิดสิ่งที่พอใจ และระงับหรือลดสิ่งที่ไม่พอใจให้หมดไป หรือเหลือไว้ให้น้อยที่สุด

การพัฒนาตนเองของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประคองให้ครอบครัวใหม่ที่สร้างขึ้นนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข

สามีและภรรยาทุกคนต้องการเป็นคนดีของครอบครัว และทุกคนก็มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดีในตนเองให้เป็นสิ่งที่ดีได้ แต่ปัจจัยที่ทำให้ข้อบกพร่องของตนเองยังคงมีอยู่นั้นมีหลายประการ ในการรวบรวมข้อมูลจากคู่สมรสที่มีปัญหา พบว่าปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยดังกล่าว คือ ความไม่รู้ว่าตนเองมีข้อบกพร่องอย่างไร

ขั้นตอนในการพัฒนาตนเองยังประกอบด้วย การสำรวจข้อบกพร่องของตนเอง การพัฒนาตนเอง การทำข้อตกลงหรือทำสัญญาระหว่างสามีภรรยา เพื่อพัฒนาชีวิตสมรสให้ดีขึ้น ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย

ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว หมายถึง ความผูกพันซึ่งกันและกัน ระหว่างสามีและภรรยา การรู้จักคุณค่าของพลังผูกพัน รู้จักมอง รู้จักยิ้ม รู้จักฟัง รู้จักพูด รู้จักสนทนา รู้จักให้ความสำคัญซึ่งกันและกัน คือ หัวใจของความผูกพันและครอบครัวนำมาซึ่งพลังรักในชีวิตคู่

หลักการในการสร้างพลังรักยังจะต้องประกอบด้วยการยกย่องนับถือกัน ร่วมมือร่วมใจกัน ถนอมน้ำใจกัน ให้ความรักหรือพูดจาแสดงความรัก และเอื้ออาทรกันวันละนิด เพื่อชีวิตสมรสที่ยืนยาว เหล่านี้ล้วนเป็นพลังรัก ซึ่งมีอานุภาพอย่างยิ่งใหญ่และแน่นแฟ้น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว บิดาแห่งสุขภาพจิตไทย ได้เคยกล่าวไว้ว่า "ความผูกพันรักใคร่ในครอบครัว เป็นรากฐาน ของความสุขแห่งชีวิต เป็นรากฐานความเป็นปึกแผ่นแห่งสังคม ของประเทศชาติบ้านเมือง และของโลกในที่สุด ชีวิตสังคม ย่อมตั้งต้นมาจากครอบครัว ถ้าครอบครัวแตกแยก หรือครอบครัวขาดความผูกพันรักใคร่ต่อกัน ชีวิตในสังคม จะแตกต่างแยกประดุจเงาตามตัว ผลตามมาของสังคมแตกแยกนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น เรื่องของโรคจิต โรคประสาท และเรื่องของอาชญากรรม เรื่องของเด็กเกเรต่างๆ เป็นต้น ในทางวิชาการของการศึกษาในปัจจุบันนี้ได้พิจารณาเรื่อง ความผูกพันในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ของทุกสาขาแห่งวิทยาการแพทย์ เพราะเกี่ยวกับเรื่องของสมุฏฐานแห่งโรคภัยไข้เจ็บทุกประเภท ถ้าครอบครัวเป็นสุข ความอบอุ่นในบ้านก็ต้องมี ความเข้าใจระหว่างสมาชิกในครอบครัวก็ต้องดี การเชื่อฟังการศึกษาและการร่วมมือในการป้องกันรักษาโรค ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพแห่งบุคคลในครอบครัวก็ต้องดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากครอบครัวไม่สงบสุข และอารมณ์ ของคนในครอบครัวก็ไม่เป็นสุขแล้ว ณ ที่นั้นความอบอุ่น และความพอใจในชีวิตจะไม่มี จะมีแต่ความหงุดหงิด ฉุนเฉียว ไม่พึงใจในการรักษาตัวและรักษาอนามัยของตน ถึงจะรู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร แต่ก็หาพอใจกระทำไม่ ดังนี้ สุขภาพของบุคคลทุกด้านทั้งร่างกายและจิตใจตลอดจนการงานต่างๆ ที่ตามมา จะแปรปรวนไปในทางที่ไม่ดี ในทางวิชาการสุขภาพจิตนั้น ถือได้ว่า เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ต่อการศึกษามานานแล้ว โดยเฉพาะในแง่การป้องกันโรคจิตแก่ประชาชน"

ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัวจึงต้องการ "ความผูกพันรักใคร่" (Family tie) เป็นอย่างยิ่ง หากจะแยกเพื่อให้เห็นชัดก็คือ

  1. ความผูกพันกันของสามีภรรยา
  2. ความรักใคร่กันของสามีภรรยา
  3. ความสุขทางเพศของสามีภรรยา

องค์ประกอบทั้งสามประการนี้เป็นรากฐานแห่งความสุขของชีวิตคู่ ทั้งชายและหญิงที่ตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จะต้องพัฒนาองค์ประกอบสามประการนี้ให้เจริญงอกงามตลอดไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบนี้ แล้วนำมาปฏฺบัติให้ได้รับความสุข ความพึงพอใจต่อกันในชีวิตคู่ด้วย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สรรค์ ศรีเพ็ญ ได้ให้ทัศนคติ เกี่ยวกับความรักไว้โดยย่อดังนี้

  1. ความรักแท้ต้องการเวลา รักแท้ไม่ใช่สิ่งที่จะมีขึ้นโดยทันทีทันใด รักแท้ต้องรอได้ เพราะมันต้องการเวลาที่จะเจริญเติบโต มีการปรับเปลี่ยนนิสัยใจคอของคนๆ หนึ่งให้เข้ากับของอีกคนหนึ่งได้
  2. ความรักแท้ทำให้แต่ละฝ่ายเกิดความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ไม่แบ่งแยก รักแท้จึงมีจุดมุ่งมั่น รวมอยู่ที่บุคคลเดียวกันเท่านั้น จะมีรักแท้ต่อบุคคลสองคน หรือมากกว่าในเวลาเดียวกันหาได้ไม่
  3. ผู้ที่รักแท้ย่อมมีความเชื่อมั่นไว้วางใจและซื้อสัตย์ต่อผู้ที่ตนรัก ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวการณ์อย่างใด
  4. รักแท้จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้ที่เขาได้รักได้รับความพอใจ และมีความสุขที่สุดโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว
  5. รักแท้ย่อมต้องการที่จะแต่งงานกันเป็นอย่างยิ่ง และจะเผชิญหน้าช่วยกันขจัดอุปสรรคทั้งหลายที่มากีดกั้น การแต่งงานของเขาอย่างเต็มที่
  6. รักแท้ต้องการเวลาอย่างยั่งยืนคงทนเปลี่ยนแปลงหรือหมดสิ้นไปจากใจ ได้โดยยาก รักแท้จึงมักจะแนบแน่นผนึกพลังรักของคนทั้งสองอย่างมั่นคง ยิ่งนานวันยิ่งสนิทชิดเชื้อไม่เสื่อมคลายและเมตตาต่อกัน

ชีวิตคู่จึงเป็นความรักแท้ที่ต้องทะนุถนอมเพื่อให้เจริญเติบโต และพัฒนาชีวิตครอบครัวที่เป็นสุขเป็นภาระหน้าที่ของทั้งชายหญิงที่รักกัน จะต้องช่วยกันสร้างเพื่อครอบครัวของตน ไม่ปล่อยให้ความรัก เป็นไปตามยถากรรม ผู้ใหญ่บางท่านเคยให้ข้อคิดว่า "วันใดที่เป็นวันแต่งงาน วันนั้นเป็นวันแรกของชีวิตคู่ที่จะต้องพัฒนาต่อไป เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนที่เข้าโรงเรียนอนุบาล ปีแรกซึ่งต้องเรียนรู้อีกมาก"

เทคนิคที่ทำให้ชีวิตคู่มีความสุขจำเป็นต้องมีพลังรักของทั้งสองฝ่าย สตรีต้องทำตัวให้มีเสน่ห์สามารถผูกใจสามี ประคองชีวิตคู่ให้มีความสุข ฝ่ายบุรุษคู่สามีต้องรู้จักใช้เทคนิคต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับภรรยา ถูกต้องกาละและเทศะ จึงจะทำให้ชีวิตคู่มีความสุข แต่ละฝ่าย ต้องยกย่องนับถือซึ่งกันและกัน ร่วมมือร่วมใจ ถนอมน้ำใจกัน ห่วงใยและเอื้ออาทรต่อกัน จึงจะส่งเสริมในการสร้างพลังรักให้สมบูรณ์

นอกจากนี้แต่ละฝ่ายยังจะต้องปรุงแต่งตนเอง ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคและยุติธรรมไม่เป็นคนจู้จี้จุกจิก ไม่เป็นเจ้าหัวใจหรือเจ้าชีวิตของกันและกันมากจนเกินไป ไม่ตำหนิติเตียนอย่างไร้เหตุผล หรืออย่างไม่ถูกกาละเทศะ

เคยมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า "คนรักมาเพราะน้ำใจมี คนรักหนีเพราะน้ำใจลด คนหมดรักเพราะน้ำใจแห้ง"

การยกย่องสรรเสริญต่อกันด้วยความสุจริตใจพึงเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ พึงมีกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน พึงมีความรู้ในเรื่องเพศศึกษา และช่วยกันประคับประคองในความสุขเรื่องเพศล้วนมีความสำคัญ ในชีวิตสมรสไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

การสื่อสารในชีวิตสมรสเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญใน 6 หัวข้อหลักที่ได้กล่าวไว้ใน "คู่มือเทคนิคการครองชีวิตคู่" ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ศูนย์ให้การปรึกษาชีวิตสมรส กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา กท. 10600

การสื่อสารหมายถึงการติดต่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยการพูด และไม่ใช่การพูด การสื่อสาที่ดีที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์ควรเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสารกันในครอบครัวซึ่งได้ชื่อว่า เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด บทความนี้จะเน้นถึงการสื่อสารระหว่างสามีภรรยา ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างและรักษาสถาบันครอบครัวเอาไว้

การที่คนสองคนซึ่งมีภูมิหลังต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด การศึกษา ฐานะเศรษฐกิจและสังคมแต่ต้องมาใช่ชีวิตร่วมกันเป็นเวลานานนั้น ปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ดังนั้นการศึกษาเรื่องระบบครอบครัว การติดต่อสื่อสารกันในครอบครัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ข้อสังเกต คือ การรวมเป็นพวกเดียวกันเพื่อที่จะต่อต้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง ปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องและมีความหมายที่สุดคือ พ่อกับแม่มีความเข้าใจและมีความผูกพันซึ่งกันและกัน

สนใจปรึกษาปัญหาชีวิตสมรสหรือขอ "คู่มือเทคนิคการครองชีวิตคู่" ได้ที่ "ศูนย์ให้การปรึกษาชีวิตสมรส กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา กท. 10600 โทร. 437-02200-8 ต่อ 4202-4205

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


[ BACK TO LIST]

[Home] [ เพศ] [ครอบครัว] [วัยรุ่น] [คุมกำเนิด] [กามโรค] [เกย์] [ law ]



[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 6 มิถุนายน 2542
ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่ ]