clinicrak.com   คลินิกรัก



อยู่กันยืดด้วย 5 ย.


ถึงแม้การนำเรื่องของคู่เราไปโพนทะนาเพื่อความสนุกสนานเฮฮา ไม่ได้เป็นการกล่าวร้าย แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการใช้วาจาที่ไม่ยกย่องซึ่งกันและกัน เมื่อคนๆ หนึ่งตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่กับใครสักคนหนึ่งนั้น ถือกันว่า เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต มักจะคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ ด้วยหวังจะพบความสมหวังจากการตัดสินใจที่สำคัญ แต่ในความเป็นจริงของชีวิต ย่อมมีทั้งความสมหวังและความผิดหวัง

ถ้าพบกับความสมหวังก็ดีไป แต่ถ้าพบกับความผิดหวังเมื่อไหร่ หัวใจแทบแตกสลายเลยทีเดียวต้องค่อยๆ ใช้เวลาเป็นเครื่องเยียวยารักษาใจ โดยเฉพาะ "หญิง" มักคิดเรื่องการใช้ชีวิตคู่อย่างละเอียดละออ เพราะการไปต่อร่างสร้างชีวิตคู่ขึ้นใหม่อยู่บ่อยๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ค่อยได้ง่ายนัก ไม่เหมือน "ผู้ชาย" ก่อรำปักหลักชีวิตคู่อยู่ได้เรื่อยๆ

การตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกับใคร จึงเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต ถึงแม้การตัดสินใจผิด จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่มีใครอยากให้เกิด

วันนี้จึงขอเปิดตำราว่าด้วยเรื่องการอยู่กันยืดด้วย 5 ย. มาเป็นของกำนัลสำหรับทุกคู่ที่ใฝ่ฝันจะอยู่กันอย่างยืดยาวตลอดรอดฝั่ง ด้วยหวังว่า 5 ย.นี้ จะมีส่วนช่วยให้ชีวิตคู่ของหลายๆ ครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุข ชั่วนิจนิรันดร์

ย. แรก ได้แก่ "ยกย่อง"

คนเราอย่าว่าแต่คบเป็นคู่ครองรักครองเรือนกันเลย แค่คบเป็นเพื่อนยังต้องคอยเตือนตนเองให้นึกถึงคำว่า "ยกย่อง" อยู่บ่อยๆ เพราะถ้าคนเราคบกันโดยไม่ยกย่องซึ่งกันและกัน โอกาสที่ความสัมพันธ์ จะพลิกผันย่อมมีสูงเหลือเกิน

ยิ่งเป็นคู่รักกันด้วยแล้ว การยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ย่อมเป็นความสำคัญระดับต้นๆ ที่ต้องพิจารณา การยกย่องที่ดีต้องมีพร้อม ทั้งสามส่วนคือ ยกย่องทั้งกาย วาจา ใจ

เริ่มจาก "ใจ" ต้องมีจิตใจที่ให้การยกย่องซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา จิตใจต้องคิดระลึกถึงในคุณงามความดีของกันและเมื่อเรารู้สึกคิดระลึกถึง ความดีงามของคู่ของเรา ก็เท่ากับว่าเรามีจิตใจที่ยกย่อง

นอกจาก "ใจ" แล้ว "วาจา" ก็ถือว่าสำคัญ ที่จะสร้างสรรค์คู่ของเราให้ดูดีมีคุณค่า ล้วนมาจากการยกย่องของเราทั้งสิ้น
การกล่าวยกย่องคู่ของเราบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่คนอื่นสัมผัสได้ จะช่วยทำให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ตำหนิติเตียนว่าร้ายคู่ของเราเมื่อไหร่ ก็ให้เชื่อขนมกินได้เลยว่า อีกไม่ช้าไม่นาน สะพานความรักที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างมาจะถึงเวลาผุพังในอีกไม่ช้าไม่นานนัก ถ้าไม่รู้จะใช้วาจายกย่องคู่ของเราอย่างไร ให้เฉยไว้ก็ยังดี

การใช้ "วาจา" กล่าวยกย่องต้องทำทั้งต่อหน้าและลับหลังไม่ใช่ ต่อหน้า ใช้วาจายกย่อง แต่พอลับหลัง กลับใช้วาจากล่าวให้ร้าย โดยเฉพาะสุภาพบุรุษสุดหล่อทั้งหลาย ที่ชอบนำเรื่องของภรรยาไปโพนทะนา ในวงสนทนาหรือวงเหล้า ให้เป็นที่สนุกสนานเฮฮา ล้วนเป็นกิริยาอาการ ที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

ถึงแม้การนำเรื่องของคู่เราไปโพนทะนา เพื่อความสนุกสนานเฮฮา ไม่ได้เป็นการกล่าวร้าย แต่ก็ต้องถือว่า เป็นการใช้วาจาที่ไม่ยกย่องซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากยกย่องกันด้วยวาจาใจแล้ว การยกย่องด้วย "กาย" ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้จะเป็นสามีภรรยากัน นอนอยู่ด้วยกันทุกคืน ก็ใช่ว่าจะใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย หรือของ "กาย" ไปแสดงกิริยาอาการที่ไม่ยกย่องซึ่งกันและกันออกมาได้

ย่อมเป็นธรรมดาที่คนที่เป็นสามีภรรยากัน จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อใกล้ชิดสนิทสนมกันแล้ว จะใช้กิริยาอาการอย่างไร เช่น การใช้เท้าเขี่ยของให้ หรือส่งของข้ามหัวข้ามหู แบบดูหมิ่นดูแคลน ถ้าจะแสดงอาการแบบที่ว่ากันสองต่อสองห้องหับมิดชิด ก็คงไม่มีใครว่าอะไร เพราะไม่รู้ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าแสดงต่อหน้าคนอื่น ให้คนอื่นเห็นเมื่อไหร่ คนทั่วไปจะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากคิดว่า เราไม่ยกย่องซึ่งกันและกัน ถ้าผู้คนเริ่มคิดแบบนี้ กับการใช้ชีวิตคู่ของเรา เท่ากับส่งสัญญาณไม่ดีออกมาแล้ว เพราะคนที่ได้ยินได้เห็นว่า เราไม่ยกย่องคู่ของเรา และไปเข้าหูคู่ของเราในที่สุด โอกาสที่ชีวิตคู่จะสะดุดก็มีอยู่สูง

การยกย่องซึ่งกันและกัน ด้วยกาย วาจา ใจ จึงนับเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยผลักดันให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างยืดยาว สมความปรารถนาของทั้งสองฝ่าย

ย. ที่สองคือ "หยวน"

คำว่า "หยวน" ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายถึงสกุลเงินของประเทศใดทั้งสิ้น แต่หมายถึงถ้อยคำที่เปล่งออกมาในสังคมไทยแล้วก็เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหมายถึง "ยอมๆ กันไปบ้าง" หรือบางทีก็มีความหมายในแง่ของการตกลงปลงใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

เราจึงเคยได้ยินคนพูดกันว่า "หยวนๆ น่า" ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า "ตกลงน่า" อะไรทำนองนั้น

คำว่า "หยวน" น่าจะมีที่มาจากภาษาจีน แล้วมาแพร่หลายในเมืองไทย เมื่อมีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินแหลมทองของไทยกันมากขึ้นเรื่อยๆ บังเอิญคำว่า "หยวน" ค่อนข้างจะสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของคนไทย หรือเข้าได้ดีกับนิสัยของคนไทยที่เป็นคนรักสงบ ไม่ชอบมีเรื่องราวต่อกัน ชอบสบายๆ คำๆ นี้จึงกลายเป็นคำไทยที่คนไทยใช้สื่อความหมายกันมากขึ้นเรื่อยๆ

คำว่า "หยวน" ต้องถือว่าเป็นคำๆ หนึ่งซึ่งจะช่วยทำให้ชีวิตคู่อยู่กันยืด เพราะถ้าชีวิตคู่ไม่คิดจะยอมๆ กันบ้าง หรือหยวนๆ กันบ้าง ก็คงอยู่ร่วมชายคาบ้านกันได้ไม่นานแน่นอน

เนื่องจากในความเป็นจริงของชีวิตคู่ ต้องมีเรื่องเข้ามาให้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ เรื่องที่ทำให้ปวดหัวมากที่สุดก็คือ เรื่องที่มีปัญหาขัดแย้งหาข้อยุติตกลงกันด้วยดีไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะคะคานซึ่งกันเและกัน เมื่อเกิดปัญหาทำนองนี้ขึ้นมา ต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง "หยวน" ให้อีกฝ่ายหนึ่ง ชีวิตจึงจะอยู่คู่กันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ย. ถัดมาคือคำ "ยืดหยุ่น"

ต้องยอมรับความจริงของชีวิตคู่กันว่า ความรักของคนๆ หนึ่งที่มีกับคนอีกคนหนึ่งนั้น จะให้ปักลงคงมั่นเหมือนเสาเข็มตลอดกาลก็คงเป็นไปไม่ได้ พอนานวันไป ความรักที่เคยมีเปี่ยมล้นก็อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง แต่อาจจะมีมิติอื่นเข้ามาแทนที่ เป็นความรู้สึกดีๆ อีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต

เมื่อความรักยังเข้มข้นอยู่ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่ของบางอย่างที่เคยทำแล้ว แต่อาจไม่สบอารมณ์นัก ด้วย "ความรัก" ก็ยืดหยุ่นให้กัน แต่พอความรักเจือจางลงไปบ้าง อะไรๆ ก็ขวางหูขวางตาไปหมดจนลดความยืดหยุ่นลงไป ทั้งๆ ที่ควรจะยืดหยุ่นมากกว่าเดิมซะอีก เพราะมักจะมีเรื่องราวเข้ามาในชีวิต ให้ขบคิดจนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จึงต้องหาทาง "ยืดหยุ่น" ให้ชีวิตมากขึ้นหน่อย เพื่อให้ชีวิตคู่ยังเอร็ดอร่อยหวานมันกันเหมือนเดิม

ย. อีกคำที่ทำให้ชีวิตคู่อยู่กันยืดคือคำว่า "แยกแยะ"

ในชีวิตคู่ถ้าลองนึกดูดีๆ จะเห็นว่ามีเรื่องราวต่างๆ เข้ามาปะปนกันจนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาปะปนกันบ้างก็คงไม่เท่าไหร่อาจจะปล่อยให้ปนๆ กันไปตามธรรมชาติ แต่เรื่องที่ต้องชี้ขาดว่าเอามาปะปนกันไม่ได้ต้อง "แยกแยะ" ออกจากกันให้เด็ดขาดคือ "เรื่องงาน" กับ "เรื่องส่วนตัว"

สองเรื่องนี้ถ้ามีโอกาสเอามาปนกันเมื่อไร อาจทำให้ชีวิตคู่มีปัญหาได้เสมอ เช่นสามี หรือภรรยาก็ตาม ชอบเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวในฐานะที่เป็นสามีภรรยา ไปยุ่งในที่ทำงานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการไปส่งงานให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ หรือขอให้ย้ายคนทำงานบางคนออกไปเพราะไม่ชอบหน้า ถ้าสามีหรือภรรยาเข้าไปยุ่งในสถานที่ทำงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ชีวิตคู่ก็อาจจะเกิดกาลอวสานได้ง่ายๆ เพราะจะเกิดความวุ่นวายในสถานที่ทำงาน จนสามีหรือภรรยาอาจต้องเอาเรื่องมาพูดคุยกันที่บ้านเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดเข้าไปวุ่นวาย แต่รับรองได้ว่าจะคุยกันได้ไม่นาน ก็ต้องมีปากเสียงกัน เพราะอีกฝ่ายได้เข้าไปวุ่นวายแล้ว จะให้เลิกเข้าไปยุ่งเกี่ยวง่ายๆ คงไม่ได้

ถ้าไม่ "แยกแยะ" เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน ก็คอยนับวันเซย์กู๊ดบายกันไว้ให้ดีก็แล้วกัน

ย. สุดท้ายที่ขอสาธยายในวันนี้ "ยืนหยัด"

โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด ถึงแม้ขณะนี้จะเริ่มสะเด็ดน้ำดีขึ้นเรื่อยๆ แต่หลายๆ คน หลายๆ คู่ก็ยังดูเหนื่อยอยู่ มีทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตคู่อยู่กันยืด ในภาวะการณ์แบบนี้ คือต้องมีจิตใจที่ "ยืนหยัด" ยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด

ถ้าจิตใจ "ยวบยาบ" โอกาสที่ชีวิตครอบครัวจะพังพาบ ก็ย่อมมีอยู่สูง ชีวิตคู่ยามนี้หนีไม่พ้นที่ต้องอยู่กันอย่างประหยัด กัดฟันอดทนจากของที่เคยมีเคยใช้ เคยได้เคยกิน ไม่เกี่ยงงาน หนักเอาเบาสู้ ชีวิตคู่จะอยู่รอด ถ้ายืนหยัดกันได้

ขอฝาก 5 ย.ที่จะช่วยทำให้ชีวิตคู่อยู่กันยืด ไว้เป็นของขวัญ ขอให้อยู่คู่กันเป็นนิจนิรันดร์ตลอดไป

กนกวลี


[ ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 25-1 เมษายน พ.ศ.2543]

[ BACK TO LIST]

[Home] [ เพศ] [ครอบครัว] [ ผู้สูงวัย ] [วัยรุ่น] [คุมกำเนิด] [ โรคสตรี ] [กามโรค] [เกย์] [ law ]