clinicrak.com   คลินิกรัก



 สิ่งที่สามีทุกคนควรรู้ (แต่ไม่รู้) เกี่ยวกับภรรยา


ธรรมนูญ ไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดพัดชาภรรยาของเขาจึงมักใช้เวลาคุยกับเพื่อนหญิงของเธอครั้งหนึ่งๆ เป็นเวลาครึ่งค่อนชั่วโมง และแทบจะทุกคืนที่พัดชาจะต้อง "จ้อ" กับเพื่อนของเธอไม่คนใดก็คนหนึ่ง เขาเคยถามเธอว่า เธอมีเรื่องคุณอะไรกันนักกันหนา เพราะสำหรับเขาแล้ว การคุยกับเพื่อนชาย จะไม่เกิน 5 หรือ 10 นาที และส่วนใหญ่เมื่อพูดเรื่องธุระจบ ก็เป็นอันว่าเสร็จเรื่องที่จะต้องพูดกัน พัดชาเคยบอกเขาในครั้งหนึ่งที่เขาถามเธอว่า เธอโทรฯ บอกเลื่อนนัดเพื่อนคนหนึ่งออกไปอีก 2 อาทิตย์ ธรรมนูญกล่าวว่า "ถ้าเป็นผม บอกเลื่อนนัดเสร็จก็คงจบเรื่องคุย แต่นี่เธอใช้เวลาบอกเลื่อนนัดถึง 45 นาที! ผมละงงจริงๆ ไม่รู้คุยอะไรกันมากมาย มันเสียเวลาจริงๆ"

แต่จากการศึกษาของนักจิตวิทยาพบว่า การคุยกันของผู้หญิง เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาความเข้าใจ และประสบการณ์ รวมทั้งการพูดคุยกับเพื่อนหญิง จะสร้างความรู้สึกมั่นใจบางอย่างให้กับเธอ บ่อยครั้งที่ผู้หญิงยึดเพื่อนเพศเดียวกัน เป็นแม่แบบในการทำพฤติกรรม ในขณะที่เพศชายให้ความสำคัญ กับสิ่งนี้น้อยกว่า นอกจากนี้ บางครั้งการพูดคุยของผู้หญิง จะเป็นการเน้นในเรื่องของ การสร้างความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน การเป็นเพื่อนที่รักและเข้าใจกัน ปรับทุกข์กันได้ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญ ซึ่งเพศชายเมื่อมีปัญหาอะไรก็มักจะเก็บเอาไว้ภายในมากกว่า

พูดก็พูด ผู้หญิงกับผู้ชายนั้น มีความแตกต่างกันแทบจะทุกเรื่อง ไม่เพียงแต่รูปร่างทางสรีรวิทยา ที่ไม่เหมือนกันแล้ว การถูกอบรมบ่มเพาะมาก็จะแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงนึกคิดต่างออกไปจากผู้ชาย การทำความเข้าใจถึงการมองโลกที่ต่างกัน จะช่วยทำให้คน 2 เพศ มีความเข้าใจกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะถ้าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน การรู้ถึงการมองโลกที่ต่างกันนี้ จะป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดจาก การเข้าใจผิดได้มากทีเดียว

ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากหลายแหล่งที่แสดงให้เห็นถึง การมองโลกและความคิดที่ต่างกันของสามีและภรรยา

1. ภรรยาต้องการให้สามีแสดงความรักชื่นชมในตัวเธอ

เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้เธอรู้สึกเหมือนเธอเป็นสิ่งมีคุณค่าสำหรับเขา ส่วนสามีมักเข้าใจว่า การเป็นสามีที่ไม่มีภรรยาน้อยและหาเงินมาให้ภรรยาใช้ทุกเดือนได้ รวมทั้งการให้ภรรยาได้ "อยู่ดีกินดี" แค่นี้จะเป็นสิ่งที่พอเพียงแล้ว สามีส่วนใหญ่คิดในด้านวัตถุนิยม ในขณะที่ภรรยาต้องการให้เขา แสดงความอบอุ่นให้กับเธอ ภรรยาคนหนึ่งเคยบอกผู้เขียนว่า การที่สามีให้เงินใช้ทุกเดือนแม้เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเขาจะบอกว่า เขารักเธอพร้อมกับการให้เงินด้วย ก็จะเป็นสิ่งที่เธอมีความสุขอย่างยิ่ง และจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยกับการพูด 3 คำกับภรรยา แต่ก็ปรากฏว่า สามีส่วนใหญ่ดูเหมือนจะลืมคำพูดนี้ไปแล้ว หลังจากที่เขาแต่งงานกับเธอ

ผู้เขียนเคยถามสามีซึ่งเป็นวิศวกร และแต่งงานมา 20 กว่าปีแล้วว่า เขาเคยชมภรรยาของเขาบ้างหรือไม่ คำตอบจากสามีก็คือ ไม่เคย เมื่อถามต่อว่า ทำไมจึงไม่เคยชื่นชมภรรยาของตนเองบ้าง เขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา ดีว่า "เดี๋ยวเหลิง!" ฟังแล้วก็รู้สึกสงสารภรรยาเป็นกำลัง เพราะมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจน หรือเป็นพนักงานที่ต่ำต้อยไปจนกระทั่งถึงเจ้าของบริษัท ล้วนมีความต้องการอย่างเดียวกันทั้งสิ้นคือ อยากเป็นที่รักของผู้อื่น และสิ่งที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งก็คือ คนเรามักจะทำดีกับคนแปลกหน้า มากกว่าคนที่อยู่บ้านเดียวกัน พนักงานบางคนพูดกับลูกค้าดีกว่าภรรยาหรือสามีของตนเองในบ้านเสียอีก

ผู้หญิงแทบจะทุกคน ถ้าให้เลือกระหว่างวัตถุราคาแพงที่สามีจะสรรหามาให้เธอกับความอ่อนโยน ที่เขาจะให้กับเธอแล้ว ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจะเลือกผู้ชายที่มีความอ่อนโยน เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงมากกว่า และสามีที่ภรรยาทุกคนต้องการมากที่สุดในโลก ก็คือสามีที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนเธอ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขาอยู่เสมอนั่นเอง

ในครั้งหนึ่งของการให้คำปรึกษาครอบครัว ที่ผู้เขียนคุยกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาบ่นว่า
"สามีไม่ใส่ใจเธอเลย เห็นงานสำคัญกว่า" ส่วนสามีก็จะบอกว่า
"ก็ที่ผมเหนื่อยทุกวันนี้ ก็เพื่อเขาและลูกนั่นแหละ และจะว่าผมไม่ใส่ใจได้อย่างไร"
ภรรยาก็บอกว่า เธอเข้าใจว่า เขาทำงานเพื่อครอบครัว แต่การที่สามีทุ่มให้กับงานมาก จนไม่แบ่งเวลามาให้ครอบครัวบ้าง ทำให้ภรรยารู้สึกว่าเขาเห็นงานสำคัญกว่าเธอ
ผู้เขียนจึงถามภรรยาว่า หากเขาแบ่งเวลามาให้ครอบครัวมากขึ้นและทำให้รายได้ลดลง เธอจะพอใจหรือไม่ ปรากฏว่า เธอพร้อมที่จะอยู่อย่างอัตคัดกว่าเดิม ขอเพียงให้สามีมามีเวลาให้เธอ มากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งเมื่อพูดออกไปแล้ว สามีก็ตกลงที่จะทำงานให้น้อยลง มีเวลาให้เธอและลูกมากขึ้น เขาบอกว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่า เธอต้องการสิ่งนี้ ดังนั้นหลายอย่างที่ผู้ชายนึกว่าภรรยาต้องการ เธออาจจะไม่อยากได้เลยก็ได้ ถ้าสามีทุกคนเข้าใจอย่างนี้ ชีวิตครอบครัวก็คงจะอบอุ่น

2. ภรรยาหลายคนอยากให้สามีมาช่วยเธอในการแบ่งปันความรับผิดชอบในบ้าน

จันจิรามักเป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ เสมอ ในเรื่องของสามีของเธอไม่ใช่เพราะเรื่องของฐานะหน้าตาของเขา แต่เป็นเพราะเขามักจะช่วยเธอในเรื่องของงานบ้าน ที่ทำให้เธอไม่ต้องเหนื่อยมาก จันจิราเล่าว่าในช่วงแรกๆ เขาก็ไม่ได้ทำเช่นนี้ แต่เขาเห็นว่าจันจิราทำงานหนัก กลับเข้าบ้านมาพร้อมๆ กัน แต่เธอต้องทำอะไรทุกอย่างเอง เขาก็เลยตัดสินใจช่วยเหลือเธอ เช่น ถ้าเธอทำกับข้าวเขาจะช่วยดูแลลูก หรือไม่ก็ช่วยเธอล้างจาน และเอาขยะไปทิ้ง เธอรู้สึกมีความสุขมากและรักเขามากด้วย "ที่สำคัญนะ เขาไม่เคยพูดจาทวงบุญคุณกับเราเลย เขาทำด้วยความเต็มใจและเราก็ไม่ได้ขอร้องเขา"

ผู้หญิงทุกคนที่แต่งงาน อยากให้สามีมีส่วนร่วมกับเธอในเรื่องต่างๆ ของชีวิต คล้ายๆ กับการเป็นหุ้นส่วน ของชีวิตต่อกัน แต่ส่วนใหญ่สามีมักจะคิดว่า เขาเป็นผู้ดูแลหาเลี้ยงครอบครัวและหน้าที่ของเขาอยู่นอกบ้าน ส่วนของภรรยาก็คืองานบ้านซึ่งความเข้าใจนี้ มาจากความเป็นจริงเมื่อหลายร้อยปีก่อน ที่ผู้หญิงทำงานบ้านเท่านั้นแต่ในปัจจุบันที่ผู้หญิงและผู้ชายต่างก็ต้องออกไปทำงาน หาเลี้ยงครอบครัวเหมือนๆ กัน ผู้หญิงจึงอยากให้สามีของเธอเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านจากเธอบ้าง แม้สักนิดเธอก็จะรู้สึกว่า เขามีน้ำใจกับเธอ ไม่ได้ปล่อยให้เธอ "งกๆ" ตามลำพัง

นอกจากนี้ จากการวิจัยทางครอบครัวพบว่า ผู้ชายที่ช่วยผู้หญิงทำงานในบ้านนั้น มักจะมีลักษณะที่อ่อนโยน ไม่ใคร่มีปัญหาในชีวิตสมรส มีชีวิตคู่ที่มีความสุข และมักจะมีความพึงพอใจในเพศสัมพันธ์กับคู่สมรสมากอีกด้วย

3. ภรรยาต้องการให้สามีมีความจำที่ดี โดยเฉพาะวันสำคัญๆ ของชีวิต

เช่น วันครบรอบแต่งงาน หรือวันเกิดของเธอ ถ้าสามีคนไหนจำได้ เธอจะรู้สึกว่าเขายังเห็นคุณค่าในตัวเธอ ภรรยาจะมองเรื่อง "เล็กๆ" เหล่านี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการที่เขายังใส่ใจเธออยู่ บางทีสิ่งที่เธอต้องการ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นของขวัญราคาแพง แต่เพียงคำพูดที่แสดงความรักอาทรจากสามี เธอก็ปลื้มไปทั้งวันแล้ว

4. ภรรยาต้องการให้สามีแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับเธอทางอารมณ์ก่อน เพื่อเป็นการนำไปสู่ความรู้สึกในการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่จะตามมา

วรนุชกับพิทักษ์เป็นสามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่ และดูเหมือนว่า การทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้วรนุชอยากพักผ่อนเมื่อถึงบ้าน วรนุชเล่าว่า เมื่อเธอหัวถึงหมอน เธอก็อยากที่จะหลับ ในขณะที่สามีต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย วรนุชรู้สึกว่า ในช่วงนั้นของชีวิตเธอหงุดหงิดกับเขามาก และ "ไม่มีอารมณ์ร่วม" กับเขาเลย ความสัมพันธ์ทางเพศของคนทั้งคู่จึงมีปัญหาตามมา วรนุชต้องใช้เวลานาน กว่าจะรู้จักบริหารเวลาการทำงานของเธอให้สอดรับกับชีวิตครอบครัวได้

นอกจากนี้ เธอเล่าว่า สามีของเธอมักจะไม่ใคร่เข้าใจว่า ผู้หญิงต้องใช้เวลาในการเข้าสู่ ความต้องการทางเพศ "พอเขามีความต้องการ เขาก็จะนึกถึงแต่ตัวเขาเท่านั้น และพอความต้องการของเขา ได้รับการสนองตอบ เขาก็จะไม่สนใจคนอื่นเลย" จริงๆ แล้วสิ่งหนึ่งที่สามีส่วนใหญ่ลืมคำนึงถึงก็คือ ผู้หญิงนั้น อารมณ์เพศจะขึ้นช้าและลงช้ากว่าผู้ชาย เธอต้องการการกระตุ้นทางจิตใจ ด้วยการแสดงความรัก อาทรจากสามีก่อนที่เธอจะมีการตอบสนองทางร่างกายได้ ซึ่งผิดกับเพศชาย ที่ความต้องการทางเพศมีการขึ้นลงเร็ว และหาสามีไม่เข้าใจธรรมชาติเหล่านี้ และคำนึงเฉพาะความต้องการของเขาเท่านั้น ภรรยาจะรู้สึกผิดหวัง และไม่สามารถตอบสนองทางอารมณ์ตอบสามีได้เลย

ยิ่งกว่านั้น จากการศึกษาทางเพศสัมพันธ์นักจิตวิทยาชื่อ วิทกิน พบว่า เพศชายส่วนใหญ่ จะเกิดอารมณ์ทางเพศโดยผ่านการกระตุ้นทางสายตา เช่นเมื่อเห็นรูปสวยก็อาจจะมีความรู้สึกทางเพศได้ ส่วนเพศหญิงนั้น การได้ยินเสียงของเพศชายจะเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ได้ดีกว่า ดังนั้นหากสามี ไม่มีการพูดคุยอะไรกับภรรยาบ้างเลย และต้องการแต่จะมีความสัมพันธ์กับเธอเท่านั้น ภรรยาจะรู้สึกเซ็ง หงุดหงิด และไม่มีอารมณ์ร่วม ซึ่งผลก็คือสามีจะรู้สึกโกรธว่าเธอปฏิเสธเขา

วิทกิน กล่าวย้ำว่า สามีทุกคนต้องเข้าใจว่า สิ่งที่จะทำให้ภรรยามีอารมณ์ร่วมด้วยนั้น ไม่ใช่แค่การเล้าโลมทางร่างกาย อย่างนุ่มนวลอ่อนโยนเท่านั้น แต่สิ่งที่สามีต้องทำก่อนหน้านั้นก็คือ การสัมผัสเธอทางจิตใจ พูดง่ายๆ ก็คือ ภรรยาต้องได้รับการกระตุ้นทางจิตใจเสียก่อน เธอจึงจะมีความสามารถ ที่จะตอบสนองทางร่างกายได้อย่างเต็มที่

5. ภรรยาทุกคนต้องการให้สามียกให้เธอเป็นบุคคลสำคัญสำหรับเขา

ดังนั้น การชมผู้หญิงอื่นต่อหน้าภรรยา เป็นสิ่งที่สามีไม่บังควรทำด้วยประการทั้งปวง ผู้เขียนเคยได้รับคำบ่นจากสามีคนหนึ่งว่า "เธอชอบถามผมว่า เธอใส่ชุดนั้นชุดนี้แล้วอ้วนไหม ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ถ้าบอกความจริงเธอก็จะโกรธ พอบอกว่า ไม่อ้วนหรอก เธอก็บอกว่า ผมพูดไม่จริง แล้วจะให้ผมทำอย่างไร?"

เมื่อถามทางฝ่ายภรรยา เธอก็บอกว่า "ฉันอยากให้เขาบอกว่า ฉันไม่อ้วน แต่พอฉันถาม เขาไม่มองหน้าฉันเลย เวลาเขาตอบคำถาม มันก็เลยทำให้ฉันรู้สึกว่าเขาหลอกฉัน จริงๆ ฉันเพียงแค่ถามต้องการความมั่นใจในตัวเองเท่านั้นแหละ ถ้าเขาทำให้ฉันรู้สึกว่า ไม่ว่าฉันจะอ้วนหรือผอม เขาก็ยังรักฉัน แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว"

สามีทั้งหลายควรจะเข้าใจได้เลยว่า เมื่อภรรยาถามคำถามประเภทต้องการความคิดเห็นจากเขา ในเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวของเธอละก็ สิ่งที่พวกเธอกำลังพูดกับสามีอยู่ภายในก็คือ "ฉันรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง" ดร.เซ็มม์ นักจิตวิทยาอีกท่านกล่าวว่า "คุณจะต้องทำอะไรก็ได้ ให้เธอรู้สึกว่าคุณยังรัก และให้เธอมั่นใจในตัวคุณว่า ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนสภาพเป็นอะไรก็ตาม เธอยังเป็นเบอร์ 1 ในใจคุณอยู่เสมอ… จริงๆ แล้วคำตอบที่ถูกจะ ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย อ้วนหรือผอม ดีหรือไม่ดี แต่คุณจะต้องรู้ว่า เธอต้องการคำยืนยันในความรักของคุณต่างหาก"

ท้ายที่สุดของเรื่องก็คงจะเป็นสัจธรรมที่ว่า หากภรรยาคนใดรู้สึกว่า เธอเป็นที่รักที่ต้องการของสามีแล้ว มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมานั่งสนใจว่า เอวเธอจะกิ่วขนาดไหน หรือหน้าอกของเธอจะได้มาตรฐานสากลหรือไม่ เพราะลึกลงไปแล้ว เธอรู้ว่า ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรเขาก็ยังรักเธอไม่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง และสิ่งนี้ต่างหาก ที่ผู้หญิงทุกคนอยากให้สามีเธอ ได้รู้สึกกับเธอเช่นนี้

โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์

(update 21 ธันวาคม 2000)


[ ที่มา...หนังสือ รักให้เป็น โดยนวลศิริ เปาโรหิตย์ ]

[ BACK TO LIST]

[Home] [ เพศ] [ครอบครัว] [ ผู้สูงวัย ] [วัยรุ่น] [ เลี้ยงลูก ] [ โรคเด็ก ][คุมกำเนิด] [ โรคสตรี ] [กามโรค] [เกย์] [ สุขภาพจิต] [ law ]