บทความเกี่ยวกับ ผู้หญิง ผู้หญิง
คนเป็นคนที่ - 2430 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
เตือนแม่ตั้งครรภ์ รู้ทันอันตรายของ ยา
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย นิตยสารบันทึกคุณแม่
 
 
: เตือนแม่ตั้งครรภ์ รู้ทันอันตรายของ ยา
 

เตือนแม่ตั้งครรภ์รู้ทันอันตรายของ ยา


การตั้งครรภ์นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความปลาบปลื้มยินดีโดยเฉพาะถ้าเป็นท้องแรกด้วยแล้วคุณพ่อคุณแม่ต่างสวมเสื้อเบอร์ห้า (บ้าเห่อ) ด้วยกันทั้งคู่ และทั้งคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากจะเห็นลูกน้อยที่เฝ้าคอย ว่ามีสุขภาพแข็งแรง มีอวัยวะครบถ้วน 32 ประการอย่างแน่นอน

ดังนั้นจึงมีคุณแม่จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีความวิตกกังวล หากต้องใช้ยาในช่วงนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากยาส่วนใหญ่ยิ่งถ้าเป็นยากิน หรือยาฉีดด้วยแล้วจะมีอำนาจทะลุทะลวงสูงมากจึงสามารถผ่านรกไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของยาที่ได้รับหากคุณแม่ได้รับยาที่เป็นอันตรายโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดความพิการทางด้านรูปร่าง เช่น ริมฝีปากแหว่ง เพดานโหว่ แขนขากุด และถ้าได้รับในช่วงหลังจากนี้จะทำให้เกิดความพิการทางด้านประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ปัญญาอ่อน กระดูกผุกร่อน เด็กคลอดออกมาจะมีน้ำหนักน้อย และเจริญเติบโตช้า ซึ่งล้วนเป็นเรื่องน่าเศร้าทั้งสิ้น

เมื่อไม่มีคุณพ่อคุณแม่ท่านใดต้องการเห็นลูกรักที่เฝ้าทะนุถนอม ต้องพบกับความพิการโดยไม่ตั้งใจ จาการใช้ยาที่เป็นอันตรายคุณแม่จึงควรสนใจอาการเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงตั้งครรภ์ และคงต้องทำใจสักนิด เนื่องจากบางครั้งมีชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษชนิดที่ไม่คุ้นเคยเอาเลย ส่วนคุณพ่อเองก็มีบทบาทไม่น้อยในการที่จะเป็นผู้ช่วยนางเอก (คุณแม่) คอยกระตุ้นเตือนให้คุณแม่มีความระมัดระวังในการใช้ยา บางครั้งถ้าจำเป็นต้องซื้อยากินเองซึ่งไม่อยากแนะนำ เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับยาอันตรายกับทารกในครรภ์ก็เป็นได้


ยาที่เกี่ยวข้องกับคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์

1. ยารักษาอาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่ 50% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีอาการในช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งมักจะหนีไม่พ้นอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตอนเช้า บางคนเหมาเอาตลอดทั้งวันเลยก็มี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารน้ำหนักลดตามมาด้วย จะมีประมาณ 10% เท่านั้นที่มีอาการรุนแรง โดยจะทำให้คุณแม่เกิดภาวะโลหิตจางขาดเกลือแร่และน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายมาก ส่วนหนูน้อยๆ ก็ขาดอาหารน้ำหนักน้อย และอาจคลอดก่อนกำหนด ยาที่ใช้ในการรักษาอาการแพ้ท้องนั้น ที่ปลอดภัยและแนะนำให้ใช้จริงๆ มีเพียงไม่กี่ตัว เพราะในสมัยก่อนยาที่คิดว่าปลอดภัยให้ผลดีกลับมีผลเสียอย่างมาก คือทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการ แขนขากุด จนปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้วและทำให้ต้องตระหนักในเรื่องการใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์มากขึ้น

ปัจจุบันยาที่ยังได้ชื่อว่าปลอดภัยจึงเหลือเพียง 2 ตัว คือ
วิตามินบี 6 ขนาด 50 มิลลิกรัม ซึ่งแนะนำให้กินก่อนนอน 2 เม็ด แต่ถ้ามีอาการมาก อนุญาตให้กินหลังอาหารเช้าอีก 1 เม็ด และตอนแดดร่มลมตกประมาณบ่าย 3 โมงได้อีก 1 เม็ด สำหรับกลไกในการบรรทมนั้น จริงๆ ยังไม่มีใครทราบ คงต้องรอผลการวิจัยค้นคว้าต่อไป

ไดเมนไฮดริเนต ขนาด 50 มิลลิกรัม ยานี้ให้กินก่อนเวลาที่คิดว่าจะเกิดอาการประมาณครึ่งชั่วโมง ครั้งละ 1 เม็ด เพื่อการป้องกัน ขนาดสูงสุดคือ กินวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด ซึ่งให้ผลการรักษาดีปานกลาง แต่มีข้อเสียอยู่บ้างคือ ทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง ปากแห้ง ฯลฯ มีชื่อการค้า เช่น “ดรามามีน” เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีอาการไม่มาก และไม่อยากจะใช้ยาก็ยังมีวิธีปฏิบัติตนที่ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งได้แก่วิธีดังนี้
  • ทำจิตใจให้สดชื่น แจ่มใส ลดความวิตกกังวล จะได้ลืมไปได้บ้าง ถึงแม้ชั่วคราวก็ยังดี
  • หลังจากตื่นนอนรับประทานเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น นม
  • อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ควรรับประทานอาหารบ่อยๆ และปริมาณน้อยๆ ไม่กินอิ่มเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน รสจัด และกลิ่นรุนแรง
  • ดื่มน้ำให้พอเพียง เพราะช่วงอาเจียนจะสูญเสียน้ำ และเกลือแร่ ทำให้อ่อนเพลีย

2. ยาแก้หวัดและยาแก้แพ้

อาการแพ้และอาการเป็นหวัดคัดจมูกนั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนฤดูและสภาพสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่แย่ลงๆ (แถมคุณแม่บางท่านอาจพกพาอาการ “ภูมิแพ้” ติดตัวมาแต่ปางก่อน เลยมีอาการคล้ายเป็นหวัดตลอดปี) เวลาปกติเมื่อยังไม่มีน้องน้อยๆ ในท้อง แล้วต้องมาทานยา “กลุ่มนี้” ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือก “ยาที่ปลอดภัยที่สุด”

ยาที่ปลอดภัย (เพราะเป็นยาโบราณใช้มานานและยังไม่มีรายงานความพิการในคน) คือ ยาแก้แพ้คลอร์เฟนนิรามีน หลายท่านคงเคยเห็นเคยใช้ยาตัวนี้ จะกินเมื่อมีอาการแพ้ คัน แถมยังช่วยลดน้ำมูก (โดยทำให้น้ำมูกแห้ง) อีกด้วย แต่มีผลข้างเคียงหรือข้อเสีย คือ ทำให้เกิดอาการปากแห้ง ง่วงซึม มึนงง

ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูกบางตัวที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่ โตรโปรลิดีน หลายคนรู้จักในชื่อการค้าว่า “แอนติเฟด” ยังใช้ได้ปลอดภัย แม้ว่ายังไม่มีรายงานเรื่องความพิการในทารก ต้องขอให้ระวังอีกนิด ในบางท่านที่ซื้อยากินเองเพราะคนที่จ่ายอาจไม่ทราบว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่คุณแม่เองก็อาจลืมบอกด้วย จึงมีโอกาสได้รับยาอันตราย คือ บรอมเฟนนิรามีน ยาตัวนี้ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ เนื่องจากมีรายงานว่ามีโอกาสทำให้ทารกพิการได้ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

เนื่องจากยากินมักจะมีผลต่อทารกในครรภ์ จึงได้มีการผลิตยาบรรเทาหวัดคัดจมูกในรูปของยาหยด หรือยาพ่นจมูก ซึ่งเป็นยาใช้เฉพาะที่จึงแทบไม่ถูกดูดซึมไปยังทารกในครรภ์เลย ดังนั้นจึงปลอดภัยมากกว่า แต่มีข้อเสียอยู่บ้าง คือ เทคนิคการใช้พ่นหรือหยดถูกต้อง มิฉะนั้นยาจะกระจายไปทั่วโพรงจมูก และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 10 วัน เพราะจะทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ผลในการรักษา จนทำให้ต้องพ่นยามากขึ้นถี่ขึ้น จนทำให้เยื่อจมูกแห้ง และอักเสบได้ ซึ่งจะกลับกลายเป็นผลเสียไป

คัดจมูกไม่มากนัก วิธีธรรมชาติธรรมดาๆ ใช้ได้ผลดีและปลอดภัยกว่าเยอะ
  • สูดดมไอน้ำร้อน ดมหรือทายาน้ำมันหอมระเหย เช่น ยาดมซึ่งจะมียาทาในหลอดเดียวกัน หรือไม่มีก็ใช้ได้ทั้งนั้น ไม่ถือว่าผิดกติกา
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น และดื่มน้ำมากๆ

3. ยาแก้ไอขับเสมหะ

การไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสารที่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจออกไป แต่ถ้าคุณแม่ไอมาก ไอจนสั่นตัวคลอนนอนไม่ได้ ทำให้เหนื่อย การพักผ่อนน้อยลง คงไม่ดีแน่สำหรับทารกในครรภ์ จิบบ่อยๆ แต่ถ้าไม่ดีขึ้น “การใช้ยาแก้ไอ” จึงเป็นสิ่งที่อาจจำเป็น ยาแก้ไอบางชนิด จะมีตัวยาที่กดศูนย์ไอที่สมอง และเป็นส่วนประกอบของฝิ่น จึงไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานเกินไป เพราะจะทำให้เสพติดได้ ยาชนิดนี้จะขับการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ตัวอย่างเช่น ยาแก้ไอน้ำดำขององค์การเภสัชกรรม นอกจากนี้ยังไม่เหมาะจะใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีด้วย เนื่องจากผลข้างเคียงยา ทำให้ง่วงซึม ในเด็กเล็กอาจกดการหายใจ ทำให้หยุดหายใจได้ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรระมัดระวังในการใช้ยานี้เช่นกัน


4. บาบรรเทาปวด ลดไข้

อาการปวด และไข้ เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน (ภัย) ว่าคุณแม่ควรพักผ่อนให้มากขึ้น ถ้ามีอาการปวด เช่น ปวดเมื่อย หากไม่มากนักใช้ยา ครีมนวด จะปลอดภัยดีกว่า เพราะเป็นยาภายนอก แต่ถ้าปวดมากหรือมีอาการปวดอื่นๆ เช่น ปวดศรีษะ มีไข้ ยาที่ปลอดภัยและคุ้นเคยรู้จักกันดีคือ “ยาพารา” หรือชื่อเต็มๆ คือพาราเซตามอล (ขนาด 500 มิลลิกรัม) โดยทานครั้งละ 1-2 เม็ดทุก 4-6 ชั่วโมง เวลามีอาการปวดหรือมีไข้ ทั้งนี้ไม่ควรกินเกินวันละ 24 เม็ด หรือติดต่อกันนานเกิน 10 วันในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ยานี้ก็จะมีข้อจำกัดในการใช้มากขึ้น

ยาบรรเทาปวดลดไข้ ที่อยากจะพูดถึงอีกตัวคือ “แอสไพริน” ถึงแม้ว่าจะเป็นยาที่มีราคาถูกกว่าออกฤทธิ์ได้ดีกว่า รวดเร็วกว่า อีกทั้งยังมีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น ข้อต่อ ดีกว่ายาพารา แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนก่อนคลอดไม่แนะนำให้ใช้แอสไพริน เนื่องจากยาจะทำให้การหดรัดตัวของมดลูกลดลง การเจ็บครรภ์ยาวนานเกินกำหนด และยังลดการเกาะตัวกันของเลือด จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดก่อนคลอด ดังนั้น ยาพาราเซตามอลจึงปลอดภัยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาอื่นๆ แต่ถ้าคุณแม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับตับและไตก็ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อยามากินเองถึงแม้ว่าจะเป็นยาพื้นๆ เช่น ยาพาราก็ตาม


5. ยาบำรุง วิตามิน และเกลือแร่

ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ ควรตระหนักถึงคุณค่าและปริมาณอาหารที่ได้รับโดยไม่จำเป็นต้องเน้นอาหารพวกแป้งและไขมันมากนัก เพราะอาจจะทำให้ตุ้ยนุ้ยได้ในที่สุด (อดเป็นคุณแม่คุณภาพหุ่นงานกันพอดี) หากคุณแม่ทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ก็จะไม่มีปัญหาการขาดวิตามินและเกลือแร่ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการวิตามิน และแร่ธาตุบางชนิดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ดังนั้นจึงอาจได้รับวิตามินและแร่ธาตุเสริมในรูป “ยา” สิ่งสำคัญคือไม่ควรกระหน่ำกินวิตามินจนมากเกินไปโดยเฉพาะวิตามินที่สะสมในร่างกาย เช่น วิตามิน เอ, ดี, อี, เค, เพราะอาจเป็นพิษได้ เพราะแม้แต่วิตามินบีและซี เพราะทารกที่คลอดออกมาจะมีอาการเหมือนขาดวิตามิน


6. ยาต้านการติดเชื้อ

มักเรียกกันว่า “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งจริงๆ ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจที่ถูกต้องว่ายาแก้อักเสบจากการติดเชื้อโรค (ซึ่งยาวไปจนงง) ยาแก้อักเสบที่คุณแม่จะมีโอกาสพบได้บ่อยและควรทราบไว้บ้างดังนี้ คือ
  • กลุ่มเพนนิซิลิน ได้แก่ ยาเพนวี แอมพิซิลลิน คล๊อกซาซิลิน ซึ่งจัดเป็นกลุ่มยาที่ปลอดภัย ยกเว้นผู้ที่แพ้ยานี้อาจเลี่ยงไปใช้ยาอีริโทรมัยซินแทน

  • ยากลุ่มที่เป็นอันตราย ได้แก่ เตตร้าซัยคลิน ซึ่งจะชอบเกาะกับเคลือบฟัน และกระดูก ทำให้ทารกคลอดออกมามีฟันเหลืองดำ กระดูกไม่แข็งแรง ทั้งมีรายงานการเกิดต้อกระจก จึงควรหลีกเลี่ยงยานี้ และยาในกลุ่มนี้ (เช่นด๊อกซีซัยคลีน) อีกทั้งยังไม่ควรใช้ในคุณแม่ที่ให้นมบุตร และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ด้วยเหตุผลดังกล่าว อีกประการหนึ่งคือหากยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ ยังมีผลต่อตับและไตของคุณแม่อีกด้วย จึงนับว่าอันตรายมาก

  • ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์ ยากลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่เพิ่มความพิการให้ทารก แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ในช่วงเวลาใกล้คลอด เนื่องอาจทำให้ทารกมีอาการคล้ายดีซ่าน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีฟอง และอาจจะสมองเสื่อม และปัญญาอ่อนได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามยานี้มักนิยมใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

  • ยาคลอแรมเฟนิคอล ยานี้จะมีผลทำให้เด็กมีอาการขาดออกซิเจน ตัวเป็นสีเขียวเทา อ่อนปวกเปียก อาจตายเมื่อคลอด ปกติไม่ค่อยนิยมใช้ มักใช้ในการติดเชื้อของไขสันหลังและเยื่อหุ้มสมอง สำหรับโรคติดเชื้อชนิดอื่นๆ เช่น มาลาเรีย วัณโรค ไวรัส และพยาธิ ยาที่ใช้อาจมีผลต่อทารกในครรภ์จึงควรมาพบแพทย์เพื่อจะไดรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคบางชนิดหากรุนแรงจะเป็นอันตรายต่อทารกและตัวคุณแม่อีกด้วย

7. ยาระบาย และยารักษาโรคท้องร่วง ท้องเสีย

ปัญหาท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยเช่นกันในคุณแม่ตั้งครรภ์ คำแนะนำที่ดีที่สุด คือ ควรรับประทานผักผลไม้ที่ให้กากหรือไฟเบอร์มากๆ เช่น พรุน และดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ถ้าอดกลั้นไว้จนอึดอัดจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้ยาที่ออกฤทธิ์นุ่มนวลไม่รุนแรงจนเกินไป ควรใช้ยาที่เลียนแบบกลไกการขับถ่ายธรรมชาติ เช่น ยาที่ผลิตจากเมล็ดเทียนเกล็ดหอย (มีชื่อการค้าเช่น เมตามูซิล) ละลายชงกับน้ำเย็นรับประทานยาที่ผลิตจากมะขามแขก เช่น สโนกอต หรือใช้ยาสอดเข้าทางทวารหนัก เช่น ดัลคอแลกซ์ สามารถช่วยให้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ หากใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้ร่างกายเคยชินกับการกระตุ้นจนต้องใช้ยาช่วยถ่ายเสมอ อีกประการหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ภาวะความเป็นกรด และการบีบตัวของลำไส้ อาจลดลงก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้อีกเช่นกัน

ถ้าท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อ ยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยควรเป็น แอมพิซิลลิน หรืออม๊อกซิซิลลิน ไม่ควรใช้ยาที่ไม่ปลอดภัยที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อ “ยาแก้อักเสบ” และไม่ควรใช้ยาที่ช่วยให้หยุดถ่ายอุจจาระทันที เพราะจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างอยู่ในลำไส้แทนที่จะขับออกมา

ที่สำคัญ เมื่อเกิดอาการท้องเสีย ย่อมอ่อนเพลีย เนื่องจากสูญเสียน้ำและเกลือแร่จึงควรทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือจึงควรทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลืออิเล็คโตรไลท์ หรือโอ.อาร์.เอส แต่หากมีอาการรุนแรงมากไม่ดีขึ้นหลังการงดอาหารและทานน้ำเกลือแร่ทดแทนแล้ว ควรไปพบแพทย์


ยาทั้ง 7 กลุ่มที่กล่าวมานี้ แม้จะยังคลอบคลุมไม่หมดทุกโรค แต่เป็นยาที่ใช้บ่อยอย่างไรก็ตาม คงมีส่วนให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ตระหนักในเรื่อง “การใช้ยา” ได้มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆ น้อยๆ หากไม่ใช้ยาหรือถ้าใช้ก็ใช้ให้น้อยที่สุดและพยายามเลือกยาที่มีผลข้างเคียงและอันตรายต่อทารกให้น้อยที่สุด สำหรับยากลุ่มปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบจากการติดเชื้อ ไม่ควรจะซื้อทานเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อการได้รับยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ และการแพ้ยาได้ ในกรณีนี้ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ได้รับยาที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อชีวิตน้อยๆ ในครรภ์


(update 16 สิงหาคม 2007)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.166 May 2007]
 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors50/lady_drug002.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]