บทความเกี่ยวกับ ผู้หญิง ผู้หญิง
คนเป็นคนที่ - 2558 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
แม่ท้องกับยา… ไทย จีน ฝรั่ง
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย บุษกร
 
 
แม่ท้องกับยา… ไทย จีน ไทย ฝรั่ง
 

แม่ท้องกับยา… ไทย จีน ฝรั่ง


พูดถึงเรื่อง “ยา” คุณแม่ท้องหลายคนอาจเป็นกังวลเมื่อถึงคราวป่วยไข้ต้องกินยา เพราะส่วนใหญ่จะถูกเตือนกันมาจากหลายทาง ทั้งคุณหมอที่ดูแล หรือจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียงของการกินยาที่เป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ ยิ่งยุคนี้การรักษาโรคมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน จึงเกิดข้อสงสัยกันมากกว่ายาของทั้ง 3 ศาสตร์การแพทย์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นปลอดภัยกับแม่ท้องหรือไม่ รวมถึงมีสรรพคุณช่วยรักษา บำรุงร่างกายได้จริงดังคำกล่าวอ้างหรือเปล่า และถ้าใช้ร่วมกันจะเป็นอย่างไร ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในยาทั้ง 3 ศาสตร์ได้เลยค่ะ


ยาแผนปัจจุบัน


ยาแผนปัจจุบันหรือเราอาจเรียกง่ายๆ ว่า ยาฝรั่ง ที่ทั้งโลกมีอยู่หลายแสนตำรับแต่คุณแม่สบายใจได้เปลาะหนึ่งเพราะมีอยู่ไม่กี่สิบตำรับหรอกที่เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการอย่างแน่ชัดส่วนที่เหลือแค่ควรระวังในการกินเท่านั้น

นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์ สูติแพทย์โรงพยาบาลกลาง อธิบายว่ายาแบ่งเป็นหลายกลุ่ม มีทั้ง กลุ่มที่กินได้ไม่มีอันตรายกลุ่มที่ควรระวัง และ กลุ่มที่มีอันตราย

“ยากลุ่มที่ควรระวัง เราก็ควรเลี่ยง เช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะ ที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีรายงานว่ารายงานทำให้เกิดความพิการ แต่ก็ควรระวังไว้ก่อน แต่ก็มียาปฏิชีวนะบางกลุ่มที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยแน่ๆ เช่น กลุ่มเพนนิซิลิน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สบาย ก็ควรใช้ยาปฏิชีวนะพื้นๆ เพราะเราต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย

ยาที่ปลอดภัยคือยาที่ใช้มานานแล้วส่วนยาที่ออกมาใหม่ๆ ก็เลี่ยงไปก่อน เพราะวันนี้อาจจะยังไม่เจอรายงานความผิดปกติแต่ไม่แน่อีก 5 ปี-10 ปี อาจจะเจอก็ได้”

นอกจากนี้คุณหมอวิชัย ยังได้อธิบายการแบ่งกลุ่มยาแผนปัจจุบันว่า แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ กลุ่ม A B C D และ กลุ่ม X ซึ่งเป็นกลุ่มยาอันตราย
ยากลุ่ม A รับรองว่าปลอดภัย 100% ผ่านการวิจัยและทดลองมาแล้ว ยากลุ่มนี้ก็คือพวกวิตามิน ซึ่งกินแล้วมักไม่มีปัญหา

ยากลุ่ม B คือกลุ่มยาที่ผ่านการทดลองในสัตว์ พบว่าปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไรแต่ยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ แต่นำมาใช้ในมนุษย์เป็นระยะนานพอสมควร ซึ่งมีรายงานว่ายังไม่พบความพิการจากยากลุ่มนี้

กลุ่มนี้คือยาปฏิชีวนะที่เราใช้กันทั่วไปที่ทางการแพทย์ถือว่าปลอดภัย เช่น พวกแอมพิซิลิน และกลุ่มยาสามัญประจำบ้าน เช่น พาราเซตามอล ยาลดไข้ ต่างๆ กลุ่มนี้ถือว่าเป็นยาที่ปลอดภัย

ยากลุ่ม C คือกลุ่มยาที่ผลิตออกมาและทดลองในสัตว์แล้ว พบว่าปลอดภัยแต่ในมนุษย์ยังไม่แน่ใจ คือปลอดภัยแต่ไม่ 100% เต็ม เป็นกลุ่มที่ให้เกินด้วยความระมัดระวัง ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจมีคนไข้บางกลุ่มใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม B ไม่ได้ เช่น แพ้เพนิซิลิน จึงต้องมาใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม C แทน ซึ่งใช้อย่างระมัดระวัง ภายใต้การดูแลของแพทย์

ยากลุ่ม D คือกลุ่มยาที่มีรายงานว่าทำให้เกิดความพิการ หรือความผิดปกติของเด็กในครรภ์ได้ แต่ใช้แล้วมีประโยชน์กับแม่ตั้งครรภ์ได้ แต่ใช้แล้วมีประโยชน์กับแม่ตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นถ้าจะใช้ยาในกลุ่มนี้แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์กับโทษ เช่น ยารักษาวัณโรค หรือยาควินินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย ซึ่งมีโทษกับเด็กในครรภ์อาจทำให้เกิดความพิการ แต่ถ้าแม่เป็นวัณโรค เป็นมาลาเรียแล้วไม่รักษาโรคอาจลุกลามจนแม่เสียชีวิต

ยากลุ่มนี้ต้องกินด้วยความระมัดระวังควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและวิจารณญาณของแพทย์ว่าจำเป็นเพียงใด

สุดท้ายยา กลุ่ม X เป็นยาอันตรายกินเข้าไปมีผลกระทบกับลูก เป็นยาที่ทำให้เกิดความพิการต่อเด็กแน่นอน เช่น กลุ่มยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็งทั้งหลาย ยากลุ่ม X จะมีสัญลักษณ์กากบาทเป็นตัว X ไว้บนฉลาก และบอกไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์
และส่วนใหญ่หากคุณแม่เป็นโรคร้ายแรงที่ต้องรักษาโรคมะเร็งทั้งหลาย ยากลุ่ม X คุณหมอมักจะมีการตรวจร่างกายว่าตั้งครรภ์หรือไม่ก่อนเสมอ ดังนั้นไม่ต้องกังวลกับยากลุ่มนี้มาก เพราะยากลุ่ม X จะต้องใช้ภายใต้คำสั่งแพทย์ที่รัดกุมอยู่แล้วค่ะ


เตือนคุณแม่ไมเกรน เมื่อท้องต้องหยุดยา

ยาบางอย่างดูเหมือนไม่น่ากลัว แต่ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจทำให้ลูกในครรภ์พิการได้

ที่พบบ่อย คือ ยาไมเกรน ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในสตรี คุณแม่ที่เป็นไมเกรนเมื่อตั้งครรภ์ต้องหยุดยารักษาไมเกรนตัวที่ใช้อยู่เดิมก่อน เพราะยารักษาไมเกรนมีคุณสมบัติทำให้เส้นเลือดหดตัว เนื่องจากคนที่เป็นไมเกรนเส้นเลือดในสมองจะโป่งพอง ทำให้ตึงในสมองและปวดมาก

ยาไมเกรนจะเป็นสารทำให้เส้นเลือดตีบตัว ถ้าคุณแม่กินเข้าไปก็จะทำให้เส้นเลือดที่รกตีบตัวไปด้วยจนเลือดไปเลี้ยงลูกไม่เพียงพอ ฉะนั้นถ้าหากกินยาไมเกรนในช่วงที่เด็กยังเป็นตัวอ่อนอยู่ก็อาจจะทำให้เด็กมีความพิการหรือถึงกับเสียชีวิตในครรภ์ได้

คุณแม่ที่ต้องรักษาโรคไมเกรน หากจำเป็นต้องใช้ยาต้องปรึกษากับคุณหมอและแจ้งให้คุณหมอทราบให้ชัดเจนว่าอายุครรภ์เท่าใด เพื่อให้คุณหมอเลือกใช้ยาที่ไม่เป็นอันตรายกับลูกในท้อง หรืออาจเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นทดแทนการกินยาไปก่อนค่ะ


คุณแม่ท้อง รักษาสิวต้องระวัง

การรักษาสิว ฟังดูไม่น่ากลัวอะไร แต่รู้หรือไม่คะว่า ยารักษาสิวบางตัวอันตรายมากสำหรับเด็กในครรภ์ เช่น ยารักษาสิวยี่ห้อโรแอคคิวเทน ซึ่งนิยมใช้มากในการรักษาสิวอักเสบที่มีอาการมากๆ เรื่องนี้คุณหมอวิชัยอธิบายว่า

“ยาที่คุมสิวได้มีคุณภาพมากที่สุด คือ โรแอคคิวเทน ซึ่งจะมีผลต่อการปรับระดับฮอร์โมนของผู้หญิง มีการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า ถ้ากินระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้ทารกพิการแน่นอน ซึ่งหากกินเข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่าท้อง เมื่อทราบภายหลังอาจพิจารณาให้ทำแท้งได้เลย เพราะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงมาก”

ดังนั้น หากคุณแม่ตั้งครรภ์จะรักษาสิวก็ต้องแจ้งให้แพทย์ผิวหนังที่ดูแลทราบว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่เพื่อให้คุณหมอจ่ายยาที่ไม่เป็นอันตราย หรือบางคนหากจะต้องรับประทานยาตัวที่เป็นอันตรายที่ว่าก็ควรตรวจเช็กร่างกายให้มั่นใจว่าไม่ได้กำลังตั้งครรภ์อยู่

คุณหมอวิชัย สรุปในตอนท้ายสาหรับยาแผนปัจจุบัน หลักในการใช้ยาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือ เลี่ยงการกินยาที่ไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะ หากคุณแม่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องได้รับยาบางชนิดเมื่อตั้งครรภ์ต้องรีบแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลทราบทันที เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียในการรับยานั้น


ยาสมุนไพรไทย


ยาไทยก็เช่นเดียวกับยาฝรั่ง มีทั้งกลุ่มที่ให้คุณประโยชน์ และกลุ่มที่ให้โทษต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและรู้จริง คุณสันติสุข โสภณศิริ แพทย์แผนไทยจากมูลนิธิสุขภาพไทย ให้ข้อแนะนำในการใช้ยาสมุนไพรกับคุณแม่ตั้งครรภ์ว่า

“ตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยโบราณ มีตำรายาให้แม่ท้องกินตั้งแต่เดือนแรกจนเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ปัจจุบันยาเหล่านั้นบางตัวหายาก ซึ่งตอนนี้ยาที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประยุกต์มาจากตำรายาไทยโบราณเพื่อใช้สำหรับแม่ตั้งครรภ์ จะประกอบด้วยยาแก้อาการต่างๆ เช่น อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนแก้อาการท้องผูก แล้วก็ยาบำรุงครรภ์บำรุงคุณแม่และเด็กในท้อง บางตัวเป็นยาที่เรารู้จักกันดีและใช้กันอย่างแพร่หลายแต่บางตัวต้องระวังในการใช้มากๆ”

ยาสมุนไพรไทยที่ใช้กับแม่ท้องแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. แก้อาการแพ้ท้อง 2. ยาระบาย และ 3. ยาบำรุงครรภ์


ยาแก้อาการแพ้ท้อง

คุณสันติสุขเล่าให้เราฟังว่ายาที่ใช้แก้แพ้ท้องมีอยู่ 3-4 ตัว ซึ่งความจริงมีมากกว่านั้น แต่ที่หาได้ง่ายในปัจจุบัน คือ

น้ำขิง ช่วยแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน โดยใช้วิธีเตรียมแบบโบราณ คือ น้ำขิงแก่ล้างสะอาด ขนาดเท่าหัวแม่มือมาทุบ ต้มน้ำกับประมาณ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อนๆ จะทำให้เกิดการเดือดโดยที่น้ำไม่แห้งเวลากินอาจเติมน้ำตาลนิดหน่อยค่อยๆ จิบช่วยลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ได้

มะขาม ก็แก้อาหารแพ้ท้องได้ โดยใช้เนื้อมะขามล้วนๆ ปั้นประมาณขนาดนิ้วหัวแม่มือ 2 ก้อนหรือ 1 ช้อนชา ละลายน้ำอุ่นแล้วจิบ หรือจะใช้มะขามเปียกจิ้มกับเกลือ กินพอรู้สึกดีขึ้นก็หยุด

ความจริงของเปรี้ยวหลายอย่าง เช่น มะนาว มะดัน ฯลฯ ใช้แก้อาการแพ้ท้องได้แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปจะทำให้เสาะท้องและกระทบกระเทือนกับช่วงครรภ์อ่อน

สมุนไพรแก้อาการแพ้ท้องอีกอย่างหนึ่งที่ตอนนี้หายากแล้วคือ ลูกยอ นำมาหั่นเป็นแว่นบางใช้ไปอ่อนๆ คั่วจนเหลือง กรอบหอม แล้วนำมาต้มหรือชงน้ำร้อน แก้อาการสำรอกอาเจียนได้


สมุนไพรบำรุงครรภ์

สมุนไพรที่โบราณนิยมใช้บำรุงครรภ์ คือ เกสรดอกบัว นิยมใช้เกสรจากดอกบัวขาว หรือบัวหลวงที่เราใช้ไหว้พระนี่แหละค่ะ ดอกบัวถือเป็นยาบำรุงครรภ์ บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้อาการใจสั่น ทำให้ธาตุในร่างกายสมดุล เชื่อกันว่าช่วยบำรุงครรภ์ทำให้รกเกาะติดดี ไม่เคลื่อน ไม่คลอดก่อนกำหนด ป้องกันการแท้ง จะสดหรือแห้งก็ได้ แต่ที่ต้องระวังคือ ต้องหาดอกบัวจากที่ปลอดสารพิษนะคะ

วิธีใช้ คือ นำเกสรดอกบัวมาประมาณหยิบมือหนึ่งจะเป็นเกสรแบบสดหรือแห้งก็ได้ ชงกับน้ำร้อนเดือดๆ ตั้งไว้ให้อุ่นดื่มวันละแก้ว

ไม่เพียงเกสรดอกบัวเท่านั้นเมล็ดบัวก็ช่วยบำรุงครรภ์ได้ จะเป็นเมล็ดบัวแห้งที่เอามาทำเต้าทึง หรือเมล็ดบัวสดๆ ก็ใช้ได้โดยนำเมล็ดบัว 1 ถ้วย (ประมาณ 30 กรัม) นึ่งหรือต้มแล้วกิน หรือจะเอาไปปั่นเพื่อให้กินง่ายขึ้นก็ได้ เมล็ดบัวอุดมด้วยสารอาหาร เช่น แคลเซียม โปรตีน เหล็ก วิตามินบี ช่วยบำรุงทั้งแม่และเด็กในท้อง

อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เชื่อว่าช่วยบำรุงครรภ์คือ น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนเผา ซึ่งคุณสันติสุขแนะนำให้ผู้หญิงที่ตั้งท้อง 5 เดือนขึ้นไปกินเพื่อบำรุงเท่านั้น ช่วยให้เด็กคลอดง่าย ไม่มีไขมันเมือกติดตัวเด็กเยอะ แต่ที่ต้องระวัง คือ ท้องอ่อน อายุครรภ์ต่ำกว่า 5 เดือนไม่ควรกิน และมะพร้าวต้องเป็นมะพร้าวอ่อนจริงๆ กินทั้งเนื้อทั้งน้ำวันละลูกก็พอ ถ้าเป็นมะพร้าวเผาก็จะยิ่งดี เพราะการเผาหากมีสารใดที่เป็นพิษกับร่างกายแบบนิดๆ หน่อยๆ การเผาด้วยความร้อนจะทำลายฤทธิ์ของสารต่างๆ นั้นได้ แต่มะพร้าวแก่ๆ ไม่ควรกิน เพราะจะมีกะทิซึ่งเป็นไขมันมากเกินไปไม่เหมาะกับคนท้อง


ยาระบาย

ผู้หญิงมักท้องผูก ถ้าต้องออกแรงเบ่งถ่ายมากจะเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นจึงมียาระบายมาช่วย คือ กล้วยน้ำว้าสุกงอมเต็มที่ ซึ่งย่อยง่าย ช่วยบำรุงร่างกายได้ดี มีสารแพคตินมาก ช่วยระบายอ่อนๆ กินครั้งละ 2-3 ลูก โดยต้องเคี้ยวนานๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน จะป้องกันอาการท้องอืดเพราะกล้วยไม่ย่อยได้

นอกจากนี้ก็มีมะละกอสุก และน้ำมะขามที่เป็นยาระบายได้ดี ส่วนสมอไทยก็เป็นยาระบายอ่อนๆ ที่ปลอดภัย แต่ตอนนี้สมอไทยก็เป็นของยากในบ้านเราไปแล้ว


สมุนไพรไทยต้องห้ามของแม่ท้อง

สมุนไพรไทยทั้งหลายที่มีคุณสมบัติทำให้มดลูกบีบตัว เป็นยาบำรุงเลือด เช่น ว่านชักมดลูก กวาวเครือ ว่านนางคำ ดอกคำฝอย แห้วหมู ล้วนเป็นสมุนไพรที่อาจกระทบกระเทือนต่อครรภ์ ซึ่งต้องระวังไม่ไปหลงกินหรือกินมากเกินไปในช่วงมีครรภ์

กลุ่มยาสตรีทุกยี่ห้อในท้องตลาดก็ห้ามสตรีมีครรภ์กินโดยเด็ดขาด เพราะมีคุณสมบัติทำให้มดลูกบีบตัวหดตัวอย่างแรงมากในการที่จะขับเลือดออกมา โดยคุณสันติสุขให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

“ยาสตรี หรือยาขับประจำเดือนบำรุงเลือด พวกนี้จะมีสมุนไพรที่เรียกว่าเจตมูลเพลิงแดงผสมอยู่ ที่เขาใส่เจตมูลเพลิงแดง เพราะเป็นสมุนไพรที่จะเป็นตัวขับเลือด ยาสตรีบำรุงเลือดพวกนี้เป็นยาตำรับที่ผสมพวกสมุนไพรร้อน จึงเป็นยาที่บีบมดลูกแรงมากเพื่อขับประจำเดือนอีกตัวที่เขาใส่คือ เอี้ยบ่อเช่า หรือภาษาไทย คือ กัญชาเทศ ตัวนี้เป็นตัวเสริมกับเจตมูลเพลิงแดง เป็นตัวขับเลือด นอกนั้นอาจจะใส่ว่านชักมดลูกเข้าไปด้วย จำง่ายๆ ว่า กลุ่มยาบำรุงเลือดทั้งหลาย ยังไงก็เป็นยาขับประจำเดือนอยู่แล้ว แม่ท้องห้ามกิน”

นอกจากนี้กลุ่มยาดองเหล้าทั้งหลายก็ห้ามนะคะ เพราะผสมแอลกอฮอล์

ส่วนยาสมุนไพรที่เราเห็นในท้องตลาดเป็นสมุนไพรแบบแห้งๆ ที่เป็นยาหม้อ ยาต้ม คุณสันติสุข กล่าวว่า ความจริงแพทย์แผนไทยก็เหมือนกับแพทย์แผนปัจจุบัน มีการควบคุมการประกอบโรคศิลป การที่แพทย์แผนไทยจะจ่ายยา โดยเฉพาะในสตรีมีครรภ์หรือหลังคลอดบุตรต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป คุณแม่ก็ควรดูให้แน่ว่าแพทย์แผนไทยคนนั้นมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป จากกระทรวงสาธารณสุขหรือเปล่า ทางที่ดีอย่าเสี่ยงรับยาไทย ยาหม้อ ยาต้มจากใครก็ไม่รู้ ที่สำคัญเราเองก็ไม่ทราบว่าตัวยานั้นคืออะไร


ยาจีน


ใครอยู่ในครอบครัวคนจีนคงต้องเคยเห็นอาม่าหายาจีนมาคะยั้นคะยอให้คุณแม่ตั้งครรภ์ในครอบครัวกินแน่ๆ คุณแม่สมัยใหม่บางคนไม่มั่นใจว่ายานี้คือยาอะไร กินแล้วจะมีอันตรายไหม ซึ่งหมอสูติฯ เกือบทุกคนก็ต้องเคยเจอกับคำถามคาใจแบบนี้

นพ.สมชัย โกวิทเจริญกุล สูติแพทย์ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน และนายกสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร คุณหมอเป็นหนึ่งในแพทย์แผนปัจจุบันที่หันไปสนใจศึกษาศาสตร์แพทย์แผนจีน จนเชี่ยวชาญ ได้เล่าให้ฟังถึงยายอดนิยมที่คนจีนทั่วโลกต้องหามาให้แม่ท้องกินคือ ตัวยาชื่อ จับซาไทเป้า ที่มีสูตรเดียวกันทั่วโลก

“จับซาไท้เป้า เป็นกลุ่ม 13 ตัวยาที่ใช้ร่วมกัน เพื่อจะปกปักรักษาทั้งแม่ทั้งลูกส่วนใหญ่จะทำให้สุขภาพของแม่ตั้งครรภ์ดีขึ้น เพราะคุณแม่มักจะอ่อนแอในระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเริ่มสะสมอาหาร สะสมพลังงานและภูมิต้านทานเผื่อไว้ให้ลูกและการคลอดยานี้จะกินหลังจากอายุครรภ์ 6 เดือนไปแล้ว เชื่อกันว่าช่วยให้แม่ตั้งครรภ์สุขภาพแข็งแรงขึ้น มีกำลังในการเบ่งคลอด มีสตรีตั้งครรภ์จำนวนมากกินยาจีน ก็ยังไม่พบรายงานความผิดปกติ การใช้ยาจีน ก็ยังไม่พบรายงานความผิดปกติ การใช้ยาจีนขณะตั้งครรภ์จึงถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีความรู้จริง”

จับซาไท้เป้า ได้รับความนิยมมากมีตั้งแต่รูปแบบยาต้มจนถึงยาลูกกลอนโดยร้านขายยาจีนจะเจียดยาเป็นสมุนไพรแผ่นๆ หรือเม็ดๆ เป็นผง เป็นรากไม้ ใบไม้ ผสมกัน 13 อย่างนำมาต้ม แล้วก็กรองดื่ม หรือในปัจจุบันมียาเม็ดจับซาไท้เป้าที่หลายบริษัทในเมืองจีนผลิต แล้วส่งเข้ามาขายในเมืองไทย สามารถหายาตัวนี้ได้ทั่วโลก ทุกประเทศที่มีร้านขายยาจีนและเป็นจับซาไท้เป้าสูตรเดียวกันทั่วโลก

คุณหมอสมชัย อธิบายต่อว่ายาจีนทุกตัวมีสมุนไพรที่ผ่านการทดลองในคนไข้จริงๆ มาเป็นเวลาพันๆ ปี ผลหรือประสิทธิภาพย่อมเป็นที่ประจักษ์ ยาจีนตัวใดที่ไม่ปลอดภัย มีอันตรายทำให้เด็กผิดปกติ ทำให้เกิดการแท้งหรือยาที่ทำให้เด็กปลอดภัย มีสุขภาพดีสิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในตำราแพทย์แผนจีน มีการบันทึกเหมือนแพทย์แผนปัจจุบันว่า ยากลุ่มใดมีผลต่อแม่ ยากลุ่มไหนมีผลต่อลูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ 1 ยาที่มีผลต่อแม่โดยตรง
กลุ่มที่2 ยาที่มีผลต่อลูกในครรภ์
กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีผลต่อการคลอด
กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่ผลต่อทารกแรกเกิด
“ยาที่มีผลต่อเด็กในครรภ์แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งทำให้เด็กพิการอีกกลุ่มหนึ่งทำให้เกิดการแท้ง มียาจีนที่ทำให้แท้งประมาณ 50-60 ตัว ที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นยากลุ่มที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์

อีกกลุ่มคือ ยาที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังอาจจะไม่ทำให้แท้ง แต่อาจทำให้เด็กพิการได้ ตามตำราบันทึกไว้มีประมาณ 50-60 ตัว เช่นกัน ถ้าจะใช้ยากลุ่มนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติขณะตั้งครรภ์หรือคลอด แต่ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะปลอดภัยโดยต้องใช้ภายใต้การแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาที่มีประโยชน์ เช่น ยาแก้อาการแพ้ท้อง มียาจีนที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งใช้ได้ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ และยังมีกลุ่มยาที่ทำให้เด็กสุขภาพแข็งแรง ซึ่งยาบำรุงร่างกายของแม่และลูกนี้มักให้แม่กินในช่วงหลังอายุครรภ์ 6 เดือนไปแล้ว


ข้อควรระวังสั่งยาจีน

ยาจีนที่ห้ามแม่กิน คุณหมอสมชัยบอกว่ามี 2 กลุ่มด้วยกัน คือ ยากลุ่มที่ทะลุทะลวงไปกระจายเลือดที่อุดตันหรือคั่งอยู่ ซึ่งจะไปทะลุทะลวงบริเวณที่เกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดในมดลูกด้วยทำให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้องได้

และอีกกลุ่มที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับยากลุ่มแรก คือ ยาที่ทำให้เลือดไหลช้าลงหรือไม่ต้องการให้เลือดไหลพุ่งมากยากลุ่มนี้จะไปรบกวนการไหลเวียนของเลือดในมดลูกหรือตัวเด็กให้ช้าลงจนไม่เพียงพอ ทำให้เด็กแท้งหรือไม่เติบโตเต็มที่

“ยาจีนและการฝังเข็มมีหลักเหมือนกันคือต้องระมัดระวังผลที่เกิดขึ้นทั้งในแง่บวกและลบ คือทั้งการกระตุ้นและลดสลายจะมีผลกับมดลูกได้ ต้องระมัดระวังว่าจะไปมีผลต่อตัวเด็กและตัวมดลูก หลักการของยาจีนคล้ายยาแผนปัจจุบัน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีการจัดระบบไว้ในตำรายาจีนเป็นพันปีมาแล้ว”


ข้อคิดเรื่องยาจีน

คุณหมอสมชัยบอกว่าต้องมั่นใจว่าผู้จ่ายยาให้เรามีความรู้จริง ซึ่งนั่นหมายถึงความปลอดภัย เพราะหากมีความรู้เรื่องตัวยา สรรพคุณ น้ำหนักของยา และทราบระยะเวลาของการตั้งครรภ์แน่นอนแพทย์จีนเท่านั้นก็จะสามารถสั่งยาที่ปลอดภัยสำหรับแม่ตั้งครรภ์ และสามารถให้คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องได้

ส่วนเรื่องแหล่งในการซื้อยาจีนนั้นในเมืองไทยรัฐไม่มีระบบควบคุมยาจีนอย่างชัดเจน เนื่องจากยังขาดองค์กรความรู้แต่ปัจจุบันมีความพยายามของสถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระทรวงสาธารณสุขกกำลังจัดต้งคณะกรรมการเพื่อดูแลและควบคุมมาตราฐานเรื่องการแพทย์แผนจีนโดยเฉพาะอยู่

“เบื้องต้นการเลือกร้านขายยาจีนในประเทศไทย ควรเลือกร้านที่เชื่อถือได้ เป็นที่รู้จักว่ามีหมอจีนหรือเภสัชกรจีนที่ไว้ใจได้เชื่อถือได้ ขายยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยและมีวามรู้จริง มีจริยธรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงฯ ที่จะต้องจัดระเบียบต่อไปด้วย แต่ปัจจุบันมีแพทย์จีนหรือแพทย์ฝังเข็มถูกจัดเข้ามาสู่ระบบของกระทรวงสาธาณสุขแล้ว เวลานี้มีหลายร้อยท่านที่ได้รับการรับรองผ่านการสอบกระทรวงสาธารณสุขเรียบร้อยแล้วมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ถ้าจะหายาจีนแล้วไม่รู้แหล่งก็มองหาร้านที่แพทย์แผนจีนมีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ก็จะการันตีความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง”


ยาจีนกับความจำเป็น

“ในมุมมองของผม เราอาจไม่เรียกว่าเป็นแพทย์ทางเลือก แต่น่าจะนำมาใช้ในการผสมผสานวิธีการรักษาให้เกิดผลดีกับคนไข้ เพราะมีหลายอย่างที่ได้ประโยชน์กับคนไข้ เช่น คนไข้แพ้ท้องมาก รักษาด้วยยาแผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล อาจเลือกใช้การรักษาด้วยการฝังเข็มและยาจีน ซึ่งอาจทำให้อาการดีขึ้นและปลอดภัย

ส่วนยาจีนเพื่อการบำรุงครรภ์ ผมมองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะสิ่งสำคัญเวลาตั้งครรภ์ คือ แม่ต้องดูแลเรื่องการพักผ่อน เรื่องจิตใจ เรื่องอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ให้เหมาะสม แม่ก็จะมีสุขภาพที่ดีและสมบูรณ์ได้ ถ้าจะใช้ยาจริงก็ต้องมีความรู้จริง และใช้เป็นส่วนเสริมเข้ามาเท่านั้น”

ฟังข้อมูลจากแพทย์ทั้ง 3 ศาสตร์แล้วสรุปได้ว่าหลักการในการใช้ยาของทั้ง 3 ทางเลือกคล้ายกันค่ะ คือต้องใช้อย่างระมัดระวัง ภายใต้การแนะนำของแพทย์หรือผู้รู้ในศาสตร์นั้นๆ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ไม่ควรจะกินยาที่ไม่รู้จักสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ก็ต้องปรึกษาแพทย์ หรือก่อนจะรับยาใดๆ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์และอายุครรภ์กี่เดือน

ยาก็เหมือนทุกสิ่งในโลกนี้มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ใช้ถูกก็ให้คุณอนันต์ ใช้ไม่ถูกหรือไม่ระวังก็ให้โทษตามมาค่ะ.


(update 25 สิงหาคม 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 24 ฉบับที่ 281 มิถุนายน 2549 ]
 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors49/lady_preg036.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]