บทความเกี่ยวกับ คุมกำเนิด
คนเป็นคนที่ - 2759 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
เอะอะ...ก็ขูดมดลูก
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์
 
 
: เอะอะ...ก็ขูดมดลูก
 

[ คัดลอกจากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 22 ฉบับที่ 326 เมษายน 2542]

เอะอะ...ก็ขูดมดลูก

น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์


เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อ่านข่าวหน้าบันเทิง ของหนังสือพิมพ์ที่อวดว่า มีจอดจำหน่ายหรือยอดพิมพ์สูงมากๆ ดาราสาวท่านหนึ่งให้ข่าวว่า

...ตนเองไปตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และพบว่าเป็นผลบวก คือ แปลผลได้ว่า ตั้งครรภ์ เธอแสดงออกถึงความยินดีว่าเธอจะหยุดรับงาน เพื่อดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด เพราะเธอกลัวการแท้งมาก เนื่องจากเธอได้มีประสบการณ์การแท้งบุตรในการตั้งครรภ์แรก เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง เธอเล่าว่าเสียใจมากกับการแท้ง เพราะฉะนั้นท้องนี้ต้องทุ่มเทหยุดงานหยุดการ...

ที่สำคัญคือประเด็นที่เธอกล่าวว่า
...ถ้าท้องนี้แท้งอีกแพทย์บอกกับเธอมีโอกาสแท้งสูงกว่าปกติ และถ้าแท้งอีกครั้งว่า เธอจะต้องขูดมดลูกเพื่อให้มดลูกสะอาด เพื่อท้องหรือการตั้งครรภ์ต่อไปจะได้ไม่แท้งอีก...

ถ้าผู้ฟังหมายถึงดาราผู้นั้นไม่ตั้งใจฟังแพทย์ท่านนั้นพูด หรือจับความไม่ได้หมดดังคำพังเพยฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด แล้วละก็เป็นเรื่อง

ข้อความที่เธอบอกกล่าวนั้น แสดงถึงความเข้าใจผิดที่อันตราย ดูเหมือนว่า มดลูกนั้นเป็นดั่งอุปกรณ์ที่สามารถจะยกเครื่องปะผุได้ ไม่ชอบก็ใจก็ขัดลอก ผิวปะผุแล้วพ่นสีตกแต่งได้ เรียกว่าไม่ให้เกียรติอวัยวะที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเลย เพราะเจ้ามดลูกหรือน่าจะแผลงมาจากมดลูก คือเป็นที่ๆ ฟูมฟักทารกน้อย ที่ปฏิสนธิแล้วมาเจริญเติบโตในอวัยวะนี้ โดยมีเนื้อเยื่อซึ่งทำหน้าที่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งสารอาหาร ส่งออกซิเจนมาเพื่อให้ทารกหรือคัพพะ เจริญเติบโตอยู่ 40 สัปดาห์

เจ้าเนื้อเยื่อที่มหัศจรรย์มีความหนาปกติไม่เกิน ครึ่งเซนติเมตรเท่านั้น เยื่อบุโพรงมดลูกทั้งหมด จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามอิทธิพล ของฮอร์โมนเพศหญิง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับไข่ ที่จะปฏิสนธิได้ทันที เดือนไหนที่ไม่มีไข่ที่ปฏิสนธิมาฝังตัว ก็จะหลุดลอกสลายตัวกลายเป็นเลือดระดู ดังนั้นเลือดระดู จึงเป็นเลือดดีไม่ใช่เลือดเสียของร่างกาย ดังที่คุณผู้หญิงเข้าใจ

ในสตรีไทยปัจจุบันนี้เฉลี่ยในครอบครัวหนึ่งจะมีบุตร 1.5 คน (ตามสถิติ) โดยอ้างอิงจากข้อมูลของทางราชการว่า ขนาดครอบครัวไทย ในขณะนี้มีขนาดเฉลี่ย 3.5 คน หักพ่อหนึ่งแม่หนึ่งก็จะเหลือบุตร 1.5 คน ดังกล่าวมักเป็นสองก็จะพบว่า ในช่วงชีวิตสตรีจะมีอัตราการหลุดลอก ของเยื่อบุโพรงมดลูก 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเดือนของชีวิตสตรี แต่ไม่ได้หมายความว่า สตรีโดยทั่วไปมีการครรภ์เฉลี่ยเพียง 2 ครั้ง เพราะในปัจจุบันการตรวจการตั้งครรภ์ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวเลขสถิติประมาณว่า การแท้งมีอุบัติการมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ บ้างก็ว่ามากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่า การตั้งครรภ์ หมายถึง การปฏิสนธิที่เกิดขึ้นมีโอกาสแท้งหนึ่งในสี่ จึงนับว่าสูงมาก เพราะบางครั้งคุณสุภาพสตรีท้องโดยไม่รู้ เพราะไม่มีอาการ โดยเฉพาะการแท้ง ในระยะแรกๆ จนบางครั้งคิดว่า เป็นการคลาดเคลื่อนของระบบระดูเรื่อยไป 2-4 สัปดาห์ แล้วก็แท้งมีเลือดออกก็คิดว่าเป็นระดู แต่เมื่อตรวจเลือด หาฮอร์โมนการตั้งครรภ์จึงทราบว่าเป็นการแท้ง

สภาวะเช่นนี้เลือดที่ออกมาจากการแท้ง ก็จะมีไม่แตกต่างจากระดู และไม่มากที่จะมีชิ้นเนื้อหรือส่วนของคัพพะหรือตัวอ่อนทารก ซึ่งมักจะมีลักษณะคล้ายกับฟองน้ำ หรือถ้าการแท้งเกิดค่อยๆ นับ ค่อยไปก็จะไม่มีชิ้นเนื้อเยื่อหรือชิ้นเนื้อออกมา เพราะเสื่อมสลายไปเสียก่อนก็จะเข้าใจว่าเป็นเลือดระดู

การเลื่อนของระดูในคุณผู้หญิงนั้นพบได้เสมอ บ้างย้ายหอพักก็ดี ย้ายงาน ปัญหาครอบครัว จิปาถะของเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด ก็จะทำให้ระดูเลื่อนไป ยิ่งยุค IMF คนไข้ที่มาชอบปรึกษาเรื่องระดูไม่มา ระดูผิดปกติมากขึ้น และเกือบทุกรายที่ระดูเลื่อน หรือผิดปกติ ควรจะตรวจดูว่า ตั้งครรภ์หรือไม่จำเป็นต้องขาดระดูแม้เลือดระดูมาผิดปกติกะปริบกะปรอย ก็พบว่ามีการตั้งครรภ์อู่ก็ได้

จึงเป็นข้อแนะนำแก่คุณสุภาพสตรีว่าต้องเอาใจใส่กับระดูตัวเอง ถ้าผิดปกติต้องมาพบแพทย์และควรจะเก็บข้อมูลส่วนตัว จดจำเพื่อมาใช้เป็นข้อมูลไม่ว่าจำนวนเลือดระดู สี ส่วนประกอบของเลือดระดูว่ามีชิ้นเนื้อหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะเก็บแช่เย็น (คือแช่ในน้ำแข็ง) มาให้แพทย์ได้ตรวจดู เคยมีที่เอาผ้าอนามัย มาให้แพทย์ดู ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดหรือน่าอาย เพราะจะทำให้แพทย์ได้ข้อมูลจริงแต่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติกัน

การที่การแท้ง ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า แท้งทางคลินิก หมายความว่า รู้ว่าท้องหรือตั้งครรภ์ก็ด้วยอาศัยการตรวจ ทางห้องปฏิบัติการ ถ้าเคยดูทางโทรทัศน์จะเห็นว่า เมื่อเกิดการปฏิสนธิคือ ตัวอสุจิเข้าไปเจาะไข่ซึ่งเป็นเซลล์กลมเซลล์เดียว ก็จะเริ่มแบ่งตัว จาก 1-2 จาก 2-4 จาก 4-8 ทวีคูณ การแบ่งตัวนั้นก็จะเคลื่อนตัวจากท่อนำไข่เข้าสู่โพรงมดลูก

ขณะกำลังเคลื่อนตัวนั้นยังอยู่ในช่วงยังไม่พ้นกำหนด รอบเดือนก็จะไม่มีอาการอะไรเกิดกับคุณผู้หญิง แต่ทางห้องปฏิบัติการ อาจจะตรวจไม่พบเช่นกัน จนเมื่อเข้าฝังตัวในโพรงมดลูก ตกประมาณกลางสัปดาห์ที่ 2 ของการปฏิสนธิก็จะเริ่มมี ฮอร์โมนการตั้งครรภ์หลั่งออกมาให้ตรวจพบได้ แต่คุณแม่ ก็ยังไม่มีอาการอยู่ดี ส่วนมากก็เมื่อฝังตัวเรียบร้อย จนเริ่มสร้างเนื้อรกตกราวสัปดาห์ที่ 4 ไปแล้ว ก็จะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงให้ตรวจพบได้ เช่น อาการหน้าอกคัด อาการทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งก็อาจจะแยกไม่ออก จากอาการข้างเคียงของการมีระดูเลยไม่รู้ว่าตั้งครรภ์

ในกรณีที่เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องของโอกาส (พูดง่ายๆ ก็คือ การเสี่ยง) เพราะไข่ของคุณผู้หญิงนั้น ธรรมชาติได้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดประมาณล้านฟอง แต่ละเดือนจะถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโตเพื่อรอผสมกับอสุจิ เพียง 1 ฟอง โอกาสที่จะมีความผิดปกติของไข่ก็สูงมากๆ เพราะมีการแบ่งตัวหลายครั้งหลายขั้นตอน

ฝ่ายชายสร้างขึ้นมาซึ่งแต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประมาณ 100 ล้านตัว แต่ใช้ประโยชน์เพียงตัวเดียวและตัวอสุจิเป็นเซลล์ที่เปราะบาง ผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงมามากขั้นตอน อะไรก็ตามที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ย่อมเสี่ยงต่อการผิดพลาดในแต่ละขั้นตอน โอกาสที่จะมีความผิดปกติ ในหน่วยพันธุกรรมของทั้งไข่และอสุจิจึงมีมาก พอมาปฏิสนธิกัน เป็นคัพพะก็จะอยู่ไม่คงทน ในไม่นานก็จะแท้งออกมา

ยิ่งโลกพัฒนาไปมาก มลภาวะมากขึ้นๆ ทำให้อุบัติการผิดปกติ ทั้งในการผลิตไข่และอสุจิมีผลกระทบไปด้วย ปัจจุบันจึงพบการแท้งมากขึ้น ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า การแท้งในครรภ์อ่อนๆ มากกว่าครึ่งสาเหตุมาจากครรภ์ผิดปกติทางหน่วยพันธุกรรม ซึ่งทางแก้ก็คงไม่ใช่การขูดมดลูกเพราะเยื่อบุโพรงมดลูก ไม่ได้เป็นตัวปัญหา

จริงอยู่สาเหตุการแท้งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อม ในโพรงมดลูกไม่เหมาะสม เช่น มีเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกก็ดี การมีการอักเสบซ่อนเร้นอยู่ในโพรงมดลูก เช่น การอักเสบเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันพบได้ บ่อยจากกลุ่มโรคจุลินทรีย์พิเศษก็ดี ทั้งหมดเป็นสาเหตุหลักของการแท้ง

การขูดมดลูกจะทำก็ต่อเมื่อวินิจฉัยว่า เป็นการแท้งค้างคา หรือแท้งไม่ครบ ขูดเพื่อไม่ให้มีผลแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะถ้าแท้งออกไม่หมดจะก่อให้เกิดการอักเสบตามมา และจะลุกลามจนก่ออันตรายต่อชีวิตได้ และหรือการที่แท้งค้างคา จะทำให้เกิดการตกเลือดได้อาจจะมากจนอันตรายต่อชีวิต

ในกรณีที่แท้งครบ คือ ถุงน้ำคร่ำออกมาครบพร้อมทารก ก็ไม่ต้องขูดมดลูกอีก เพียงแต่ดูอาการเท่านั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำการขูดมดลูกเพื่อทำความสะอาดโพรงมดลูก รังแต่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนของการขูดมดลูก

ที่พบบ่อยๆ คือการขูดมดลูกจนเกินไป เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกทำลายกลายเป็นแผลเป็นจนทั่วตัวมดลูก ทำให้ไม่มีเมนส์หรือระดูและก็ไม่สามารถจะตั้งครรภ์ได้ ในรายที่เป็นแผลเป็นน้อยก็ยากต่อการรักษาเช่นกัน และแม้จะตั้งครรภ์ได้ก็มักจะมีผลแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับการตั้งครรภ์คือ รกใหญ่บ้าง รกเกาะต่ำบ้าง ล้วนแต่อันตรายต่อทั้งตัวแม่และทารก

การขูดมดลูกจนเกิดรูทะลุเกิดขึ้นพบได้ไม่น้อย ค่อนข้างจะอันตราย เพราะเครื่องมือที่ขูดมดลูก อาจจะทะลุจนไปทำให้เกิดการฉีกขาดของลำไส้หรืออวัยวะในช่องท้อง ทำให้ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขกันใหญ่โต บางครั้งรูทะลุเกิดมากและในจุดสำคัญของมดลูกจนต้องตัดมดลูกทิ้งไป ทำให้เธอหมดโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้ตลอดไป

ที่พบบ่อยมากคือ การเกิดการติดเชื้อตามมาหลังขูดมดลูก ทำให้ต้องให้ยารักษาอีกมากและมักจะมีผลแทรกซ้อนตามมา คือ แผลเป็นในโพรงมดลูกหรือท่อนำไข่ จะทำให้การตั้งครรภ์ เป็นไปไม่ได้หรือได้ก็เกิดเป็นตั้งครรภ์นอกมดลูก ก็ต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดอีก

การดูแลรักษาตัวมดลูกให้ดีที่สุดคือ การรักษาสุขภาพร่างกาย ให้สมบูรณ์ไม่ไปสอดใส่หรือนำยาไปกระตุ้นโดยไม่จำเป็นโดยพลการ ควรจะปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ปัจจุบันนี้การทำหัตกรรม หรือการที่จะทำการปฏิบัติต่อผู้ป่วยโดยการใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์การแพทย์ลดลงมาเพราะมีการใช้ยาเข้ามาทดแทน และแม้จะต้องทำหัตถการก็มีการพัฒนาเครื่องให้ปลอดภัย และสะดวกต่อผู้ป่วยมากมาย

ธรรมชาติได้ดูแลทำความสะอาดโพรงมดลูกทุกเดือนอยู่แล้ว ก็โดยการเกิดระดู โดยทุกรอบเดือนนี้ไม่มีการฝังตัวของคัพพะ ที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่และอสุจินั้น เยื่อบุโพรงมดลูกทั้งผืน ก็จะหลุดลอกออกหมดเหมือนลอกออก แล้วเยื่อบุโพรงมดลูกผืนใหม่ ก็ค่อยเริ่มถักทอขึ้นมาเต็มโพรงมดลูก พอครบเดือนไม่ได้ใช้ ก็จะหลุดลอกออกหมดอีกเช่นเคย จะเห็นว่าโพรงมดลูก มีการทำความสะอาดด้วยตัวเองทุกรอบเดือนอยู่แล้ว

การขูดมดลูกในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ ของการตรวจวินิจฉัยแยกโรค คือ เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคอะไร ในความผิดปกติที่ว่านั้นก็คือ มะเร็งนั่นเอง แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคน ที่มีเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกแล้วต้องขูดเนื้อเยื่อมาตรวจก็หาไม่ จะทำก็ในกลุ่มสตรีที่อายุมากคือ มากกว่า 35 ปีขึ้นไป หรือในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งโพรงมดลูก พวกสตรีที่อ้วน เป็นเบาหวาน มีประวัติมะเร็งของอวัยวะสตรีในครอบครัว

และการที่จะเอาเนื้อเยื่อโพรงมดลูกมาตรวจ ก็ใช่ว่าจำเป็นต้องขูดทุกรายไป ปัจจุบันมีเครื่องมือ ที่จะดูดเอาเนื้อเยื่อโพรงมดลูกออกมาตรวจขนาดเล็ก เท่าไส้ปากกาลูกลื่น สอดใส่เข้าในโพรงมดลูก สามารถที่จะทำได้ในห้องตรวจโดยไม่ต้องนำไปห้องผ่าตัด และไม่ต้องใช้ยามากมาย สะดวกทั้งคนไข้และแพทย์ผู้ดูแล

น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์

 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors/lady_dnc01.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]