บทความเกี่ยวกับ คุมกำเนิด
คนเป็นคนที่ - 2592 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
ทำแท้งที่ไหนหว่า ?
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย ณรงค์ นิติจันทร์
 
 
ทำแท้งที่ไหนหว่า ?
 

ทำแท้งที่ไหนหว่า?


ปัญหาโลกแตกอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์เราคือเรื่อง ทำแท้ง ซึ่งไม่ได้วุ่นวายเฉพาะเพศหญิงหรือหญิงที่ป่องกลาง แล้วต้องตัดสินใจว่า " จะทำแท้งดีไหมหว่า ทำแท้งที่ไหนหว่า"

แต่มันเกี่ยวพันถึงผู้ชาย ไล่ไปตั้งแต่ไอ้หมอที่เป็น " ตัวการ" ทำให้ท้อง จนถึงผู้ชายที่ออกกฎหมาย แพทย์ ตำรวจ อัยการ ศาล นักการศาสนา เอ็นจีโอ ตลอดจนชาวบ้านร้านถิ่น คนเป็นพ่อเป็นผู้ปกครอง และที่บอกว่าเป็นปัญหาโลกแตกคือ ขบไม่แตกว่าจะให้ทำแท้งเสรีดีไหมเอ่ย

แนวทางที่เป็นอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการทำแท้งดูเหมือนจะมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. ยอมให้มีการทำแท้งอย่างเสรี
2. ไม่ยอมให้ทำแท้งอย่างเด็ดขาด
3. ยอมบ้างไม่ยอมบ้าง
แต่ละอย่างไม่ได้งามพร้อม มีข้อดีข้อเสียคละเคล้ากันไป เป็นที่ผะอืดผะอมของชาวโลกมนุษย์คอหยักๆ เรื่อยมา จนกว่าจะโลกแตกนั่นแหละ

สำหรับพี่ไทย (เรียกพี่ไทยเพราะมีประวัติของความเป็นไทยมาช้านาน อย่างน้อยๆ ก็เป็นพี่อเมริกา ซึ่งมีอายุแค่สองร้อยกว่าปีเป็นไหนๆ ถ้าเทียบกับอายุคน นับญาติไม่ถูกก็แล้วกัน ไม่ใช่แค่เรียกพี่) ใช้แนวทางที่ 3 คือยอมมั่งไม่ยอมมั่ง โดยมีประมวลกฎหมายอาญาวางหลักไม่ยอมให้ทำแท้ง แต่ถ้าเข้าข้อยกเว้น ก็ทำแท้งได้

ปัญหาที่ตามมาคือ หลักหรือกรอบแน่นหน้าเกินไป ข้อยกเว้นหรือทางออกมีน้อยนิด อย่างเช่น น้องหนูหรือไม่หนูไปซิ่งไปเมคเลิฟโดยสมัครใจกับไอ้หนุ่ม (แก่) แล้วโดนเสกเนื้อหนังเข้าท้อง ซึ่งเป็นกันอุตลุด (เพราะระเบียบสังคมเหลวแหลก จนท่านปุระชัย มท.1 ต้องโดดเข้ามาจัดระเบียบ)

ไม่ได้โดนใครข่มขืน ไม่ได้ถูกกระทำผิดทางเพศ ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ กฎหมายไทยไม่ยอมให้ทำแท้ง ฝ่าฝืนเอาเข้าคุก ขณะที่น้องหนูอยากทำแท้งกันตรึม หมอจริงหมอเถื่อนก็อยากรับทำแท้งเพราะได้เงินกันตรึม เลยกลายเป็นปัญหาโลกแตก

มากมายหลายประเทศอดรนทนไม่ไหวหรืออั้นไม่อยู่ จึงหันเหทิศทาง ยอมให้ทำแท้งเสรี ซึ่งก็หันได้ยากบ้างง่ายบ้าง เดินขบวนคัดค้านหรือหนับหนุนตีกันเละก็มี ตามกระแสสังคมของประเทศนั้นๆ

ประเทศเล็กๆ อย่างไอซ์แลนด์มีคนเพียงหยิบเมื่อเทียบกับพี่ไทยก็เปิดไฟเขียว ให้ทำแท้งแบบเสรี วงษ์มณฑา อย่างอ้าซ่า น้องพิม เอ๊ย คุณพิม ผู้ทรงเกียรติ หญิงไทยที่ไปตั้งรกราก (แต่อาจจะถอนรากกลับบ้านเฮาในภายหลัง) เธอกรุณาส่งสารผ่านจอทางอีเมล์ถึงผม เรื่องวิธีการทำแท้งที่โน่น เห็นว่ามีมุมมองที่น่าสน จึงนำเสนอในที่นี้ซะเลย เธอร่ายยาวมาดังนี้ขะรับ
ที่ไอซ์แลนด์เปิดทำแท้งอย่างเสรีและไม่เสี่ยงอันตราย เราทำกันที่โรงพยาบาลโดยหมอผู้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องนี้ก็โทรศัพท์ของเวลาพบหมอได้เลย บอกจุดประสงค์ หมอจะส่งคนไข้ไปพบนักสังคมสงเคราะห์ก่อน พูดคุยให้แน่ใจว่าต้องการทำแท้งแน่ เพราะถ้าจะเก็บไว้รัฐก็มีนโยบายให้ความช่วยเหลืออีกแบบหนึ่ง โอเค ไม่เปลี่ยนใจเพราะยังไม่พร้อม ยังอยากซิ่งอยู่ หมอก็จะจัดการให้โดยเรียบร้อย แล้วส่งสาวเจ้าไปยังเจ้าหน้าที่ให้การอบรม ว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรในช่วงนี้และช่วงหน้า ควรมีวิธีป้องกันอย่างไร (ไม่ให้ท้องอีก) เจ้าหน้าที่พวกนี้จะสุภาพเป็นมิตร ไม่มีสิทธิดุด่าว่ากล่าวหรือใช้คำพูดที่ระคายหู คนไข้ไม่พอใจอาจฟ้องร้องได้ การทำแท้งนี้จะทำให้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น (ไม่ทราบว่าครั้งที่ 4 จะเอาไปตอนหรือเปล่าบ่ฮู้)

ทำแล้วเสียแพงมั้ยล่ะ คุณพิมบอกว่า ไม่ทราบเพราะไม่เคย แต่ถ้าคลอดลูกล่ะก็ฟรี ตั้งแต่ต้นโปรแกรมยันจบ ไม่ว่าคลอดตามปกติหรือต้องผ่าตัด แม้แต่ในเคสอันตรายต้องย้ายคนไข้ไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตดีกว่า ไม่ว่าทางรถหรือเครื่องบิน รวมถึงตรวจร่างกายหลังคลอด ถ้าบังเอิญหมอพบว่ามีอะไรไม่ดีแอบแฝงในตัวอีก เช่นเนื้องอกในมดลูก หมอก็จะนัดเจี๋ยนให้ต่อไป ฟรีเหมือนกัน (แฮะ แฮะ เมืองไทยเดี๋ยวนี้ก็เหมือนฟรี จ่ายค่าน้ำจิ้ม 30 บาทเอง แต่ถ้าอยากไฮโซก็ไปที่โรงพยาบาลเอกชน คลอดทีละแสน ได้ตามสบาย)

ถ้าเป็นเรื่องเจ็บป่วยตามธรรมชาติ มักจะฟรีหรือเกือบฟรี แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดเพราะคุณประมาทป้องกันได้ แต่ทะลึ่งไม่ทำ เช่นใช้เครื่องมือที่ต้องสวมหน้ากาก แต่ขี้เกียจใส่ พลาดมาอันนี้คุณจ่ายแพงหน่อยนะคะ เค้าเน้นที่ปลอดภัยไว้ก่อน ขนาดพลุหรือประทัดดอกไม้ไฟ ในกล่องมีแว่นตาพลาสติกมาพร้อม (จะได้เห็นในบ้านเราบ้างไหมเนี่ย) แถมกฎหมายไม่ให้ขายอย่างเสรี มีขายเฉพาะปีใหม่หน่วย rescue หรือหน่วยกู้ภัยของเมืองเป็นผู้ขายเท่านั้น ขายเป็นเวลาอีกต่างหาก มีระเบียบมาก…(เรื่องเจ็บเพราะประมาทแล้วไม่รักษาฟรี คนเจ็บในเมืองไทยคงเท่งทึง จนสัปเหร่อทำงานไม่ทันเลยล่ะ คุณพิม)
ได้สาระชัดเจน มีแง่คิดมุมมองที่พี่ไทยอย่างเราควรศึกษานำไปประยุกต์ใช้พอสมควร ขอบคุณคุณพิม ไว้ ณ ที่นี้แทนคนไทยด้วยนะจ๊ะ

เอ่ยถึงเรื่องทำแท้งมาแล้ว ต้องตบท้ายด้วยคดีที่เกี่ยวกับการทำแท้งซะเลย เพื่อให้ครบเครื่อง
คดีนี้อัยการเป็นโจทก์ ฟ้อง "นางตาโต" อยากได้เงินแม่มันลูกเดียว ระบุว่า นางตาโตไม่ได้เป็นแพทย์ และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ได้ทำให้ "ด.ญ.ลุ่มหลง" ผู้เสียหายแท้งลูกโดย ด.ญ.ลุ่มหลงยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302

จำเลยคดีทำแท้งแทบทุกรายในบ้านเราเป็นผู้ร้ายปากแข็ง ไม่ยอมติดตะรางง่ายๆ สาเหตุเพราะมีทุนรอนที่ได้จากการรับทำแท้ง จ้างทนายสู้คดีหรือแม้กระทั่งล้มคดี นางตาโตก็เช่นกัน เจ้าหล่อนจึงให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาลงโทษนางตาโตตามฟ้อง จำคุก 1 ปี

นางตาโต ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ให้ทนายยื่นอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง แต่จ๋อย
ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน หมายถึงให้นางตาโตติดตะรางตามที่ศาลชั้นต้นตัดสินไว้ ไม่ได้พิพากษา ให้นางตาโตยืนลูกเดียวโดยไม่ให้นั่งนอน (แต่ เอ ถ้าตัดสินให้ยืนตลอดมั่งก็ดี โจรผู้ร้ายคงเข็ดแหงๆ)

จำเลยคือ นางตาโตหมดทางวิ่งนอกเสียจากจะมีผู้พิพากษาซึ่งทำคดีนี้มาแล้ว และได้รับการร้องขอจากจำเลย เซ็นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ปรากฏว่านางตาโตเก่งไม่หยอก มีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นท่านหนึ่งเซ็นให้ จึงได้ลุ้นอีกเฮือกว่าจะคุกไม่คุก

ศาลฎีกาเลยต้องออกเหงื่อจากร่างกายที่อาจจะเหี่ยวไปหน่อย เพราะอายุเยอะแล้วเพื่อทำคดีนี้ แล้วชี้ขาดออกมาดังนี้

ที่จำเลยโต้ลูกกลับมาว่า ด.ญ.ลุ่มหลง สมัครใจทำแท้งมีส่วนในการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย อัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แท้ที่จริงความผิดข้อหาทำแท้งนี้ ไม่ใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนดำเนินคดีทำการสอบสวนได้โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์ แม้ด.ญ.ลุ่มหลง หรือแม่ของด.ญ.ลุ่มหลงซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายจะ มาร้องทุกข์หรือไม่ก็ตาม พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนอยู่แล้ว และพนักงานอัยการก็มีอำนาจฟ้อง

ข้อแย้งของนางตาโตหัวหมออ้างว่าไม่ได้เป็นคนทำแท้ง หนูถูกใส่ร้าย ศาลฎีกาฟันธงลงมาว่า ด.ญ.ลุ่มหลงให้ถ้อยคำต่อศาล ยืนยันว่าโดนพ่อเลี้ยงข่มขืน (ประจำเลยล่ะประเทศไทย) จนตั้งท้อง พ่อเลี้ยงนั้นแหละพามาทำแท้งกับนางตาโต แม่ของด.ญ.ลุ่มหลงก็ยืนยันตามนี้ พนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจก็ยันว่า ทำแท้งตอนกลางวัน ด.ญ.ลุ่มหลงอยู่ด้วยกับนางตาโตอย่างใกล้ชิดเป็นชั่วโมงๆ เชื่อว่าจดจำนางตาโตได้แม่นยำไม่ผิดตัว อย่างที่นางตาโตมั่วนิ่ม นางตาโตดิ้นไม่หลุด

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ให้นางตาโตไปรับทำแท้งในเรือนจำ 1 ปี ถ้าเรือนจำยอมให้ทำ อันหลังนี้ผมว่าเอง
ครับกว่าจะปล้ำหมอเถื่อนที่รับทำแท้งเข้าซังเตได้ เล่นเอาใครต่อใครเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน และยิ่งไปกว่านั้นคือ แต่ละปีมีคดีทำแท้งขึ้นโรงศาลจิ๊บจ๊อยเต็มที

เอางี้ก็แล้วกัน ตลอดเวลาที่ผมเคยทำงานเป็นอัยการ จำได้ว่าไม่เจอคดีทำแท้งสักกะราย

ตอนนี้ออกมาเป็นทนาย รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ก็ยังไม่เจออีกเช่นกัน แสดงว่ามีอะไรบังอยู่ ทั้งๆ ที่รับทำแท้งกันตรึม กฎหมายเลยเป็นหมันทั้งๆ ที่ไม่ได้โดนตอน

ขอผ่านลูกมายังเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและรัฐมนตรีหน่อยแห่งกระทรวงหมอ ลองพิจารณาดูแนวทางของประเทศไอซ์แลนด์มั่งก็ไม่เลว

ถ้าเผื่อเปิดให้ทำแท้งเสรีและปลอดภัยเมื่อไร ก็จัดเข้าระบบสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลนายกทักษิณ คือรับทำแท้ง 30 บาท ทีนีก็เจ๋งกว่าฝรั่งมั่งค่าซะอีก เพราะเสียแค่ไม่ถึงหนึ่งยูเอสดอลลาร์ ทำแท้งได้สบายกี๋ ส่วนจะมีข้อจำกัดให้ทำแท้งได้คนละกี่ครั้งกี่เตื้อก็ว่ากันไปนะโยม


(update 8 มิถุนายน 2001)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2544 ]

 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors45/lady_abortion002.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]