บทความเกี่ยวกับ คุมกำเนิด
คนเป็นคนที่ - 9084 [Date : 14 เม.ย. 2553 ]   
 
ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน
 
วันที่ 14 เม.ย. 2553   โดย ภก.วิรัตน์ ทองรอด
 
 
ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน
 

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน


คำถาม ? ถ้ากินยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน แล้วประจำเดือนมาไม่หยุด ควรทำอย่างไร


ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ชื่นนั้นสำคัญไฉน ?

ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นยาชนิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เช่น ยาคุมชั่วคราว ยาคุมฉุกเฉิน ยาคุมหลังร่วม ยาคุมรุ่งอรุณ (morning after pills) หรือมีวัยรุ่นบางคนเรียกยานี้ว่า ยาฆ่าสเปิร์ม

ดังนั้น จึงควรเรียกชื่อชนิดนี้ให้ถูกต้องว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน” เพราะสำหรับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิด หลังจากมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว เกิดเหตุ “ฉุกเฉิน” หรือการ “พลาด” นั่นคือพลาดจากการคุมกำเนิดชนิดอื่นๆ เช่น ถุงยางอนามัยแตก รั่ว ห่วงอนามัยคุมกำเนิดหลุด ลืมฉีดยาคุมกำเนิด ลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดมากกว่า 3 เม็ด หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกข่มขืนทั้งนี้เพื่อช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์แบบฉุกเฉิน


ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ได้ผลดีเท่ากับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติหรือไม่

การวางแผนครอบครัวด้วยการคุมกำเนิดมีหลายวิธี แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่มคือคุมกำเนิดได้แบบถาวร และคุมกำเนิดได้แบบชั่วคราว

การคุมกำเนิดแบบถาวร จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรเพียงพอแล้ว เช่น การทำหมันชาย การทำหมันหญิง เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว ที่เมื่อไหร่ต้องการมีบุตรอีกครั้ง ก็งดหรือหยุดการใช้วิธีคุมกำเนิดชนิดนั้นๆ ก็สามารถจะมีบุตรใหม่ได้โดยง่าย เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ การฉีดยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นต้น

ในจำนวนนี้วิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ได้ผลดีที่สุด คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ ที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้ร้อยละ 99.5-99.9 ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ 1 ถึง 5 คน จากหญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่ดีที่สุด

รองลงมาคือ ใส่ห่วงอนามัย (ร้อยละ 99.5-99.9) ฉีดยาคุมกำเนิด (ร้อยละ 99.7) ใช้ถุงยางอนามัย (97.0) และใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 95.0) แสดงว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน จะได้ผลในการคุมกำเนิดร้อยละ 95.0 หรือมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ 50 คน จาผู้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 1,000 คน

สรุปได้ว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินได้ผลในการคุมกำเนิดน้อยกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ”


ถ้ากินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินแล้ว ประจำเดือนมาไม่หยุด ควรทำอย่างไร ?

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินที่พบบ่อย ได้แก่ รอบประจำเดือนมาผิดปกติ (ร้อยละ 17.8) คลื่นไส้อาเจียน (ร้อยละ 14.6) วิงเวียนศรีษะ (ร้อยละ14.3) เลือดออกมากกว่าปกติหรือเลือดออกกะปริดกะปรอย (ร้อยละ5.9) ง่วงซึม (ร้อยละ 1.1) และ ท้องเสีย ปวดท้อง (ร้อยละ 0.3)

สำหรับอาการ “ประจำเดือนมาไม่หยุด” เป็นอาการผิดปกติที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เป็นกังวล หรือคอยหลอกคอยหลอน สร้างความเครียด ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น จากรายงานผลข้างเคียงของยานี้จะเห็นว่าโอกาสเกิดรอบประจำเดือนมาผิดปกติและเลือดออกมากกว่าปกติหรือเลือดออกกะปริดกะปรอยรวมกันได้ถึงร้อยละ 23.7 หรือเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ที่ใช้ยานี้ ซึ่งแสดงว่า ทุก 4 คนของผู้ใช้ยานี้จะมีโอกาสเกิดรอบเดือนผิดปกติถึง 1 คน อาจจะเป็นแบบมาน้อยๆ ที่เรียกกันว่ากะปริดกะปรอย หรืออาจจะมาเหมือนรอบประจำเดือนก็ได้ และยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจเกิดประจำเดือนมาไม่หยุดได้

เรื่องนี้โดยปกติแล้วการเกิดประจำเดือนผิดปกติไม่ควรนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ ถ้าหากใช้ยานี้แล้วมีรอบประจำเดือนมามากกว่า 1 สัปดาห์ อย่านิ่งนอนใจควรไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเหมาะสม


ทำไมยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินจึงบรรจุกล่องละ 2 เม็ด

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาคือ การใช้ยา ซึ่งแนะนำให้ใช้ครั้งละ 1 เม็ด ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ (และไม่เกิน 72 ชั่วโมง หือ 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์) และต้องกินซ้ำอีก 1 เม็ด หลังกินยาเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง

ในทางปฏิบัติจึงแนะนำให้กินยานี้เม็ดแรกทันทีหลังการร่วมเพศ และกินยาอีก 1 เม็ด ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อมา ทั้งนี้เพราะถ้ายิ่งกินยาเม็ดแรกหลังการร่วมเพศนานมากขึ้น จะส่งผลให้มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์มากขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าผู้ที่กินยาเม็ดแรกภายใน 12 ชั่วโมง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพียงร้อยละ 0.5 แต่ถ้ากินยาเม็ดแรกหลังการร่วมเพศ 61-72 ชั่วโมง จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 4.0 หรือมีโอกาสตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 8 เท่า ดังนั้น จึงควรกินยานี้ทันที หรือ ให้เร็วที่สุดหลังมีเพศสัมพันธ์ และกินยาเม็ดที่ 2 ในอีก 12 ชั่วโมงถัดมา

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ใช้ยานี้ถึง 1 ใน 3 ที่กินยานี้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ไม่ได้กินยาเม็ดที่ 2 ตาม หลังจากยาเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์ให้มากขึ้น

มีรายงานว่าการกินยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินครั้งเดียว 2 เม็ด อาจให้ผลการคุมกำเนิดได้ดีเท่ากับหรือมากกว่าการใช้ครั้งละ 1 เม็ด ห่างกัน 12 ชั่วโมง ซึ่งถ้ามีการวิจัยศึกษาเรื่องนี้กันมากๆ ก็อาจจะมีวิธีการใช้ใหม่ๆ ที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น


ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

ในกลุ่มคนที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนี้ยังมีความเชื่อผิดๆ เช่น
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค) และเอดส์ได้
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออสุจิของเพศชาย (ยาฆ่าสเปิร์มา)
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ใช้เป็นกระจำได้
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ใช้กับหญิงตั้งครรภ์เพื่อทำแท้งได้
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ควบคุมการตั้งครรภ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ความเชื้อเหล่านี้ ล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งสิ้นเพราะยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิดที่ต่ำกว่ายาเม็ดุมกำเนิดแบบปกติ และมีผลข้างเคียงสูงกว่า จึงใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน หรือเกิดการผิดพลาดขึ้นเท่านั้นไม่ใช้เป็นยาคุมกำเนิดที่จะใช้เป็นประจำเพราะถ้าจะใช้เป็นประจำ ควรใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติจะดีกว่า

นอกจากนี้ ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน ใช้เฉพาะคุมกำเนิดเมื่อฉุกเฉิน ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค) และโรคเอดส์ได้ ไม่สามารถใช้เป็นยาทำแท้งได้ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าหรือทำลายอสุจิได

เรื่องการคุมกำเนิดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่เพศหญิง แต่มีคู่สมรสเพศชายจำนวนมากที่เป็นธุระช่วยเหลือมีส่วนร่วมในการจัดหายาเม็ดคุมกำเนิดให้กับแฟนและถ้ามีความรู้เรื่องยาเม็ดคุมกำเนิดที่ดี ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้หญิงไทย และสถาบันครอบครัวไทย

การใช้ยาก็ควรใช้ยาเมื่อจำเป็น หรือควรใช้ยาอย่างพอเพียง ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพราะยามีคำขวัญว่า “ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์” ดังที่ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่มีทั้งคุณและโทษ ซึ่งควรเข้าใจและใช้อย่างเหมาะสมถูกต้อง และเพียงพอ.


(update 10 กันยายน 2007)
[ ที่มา.. นิตสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 339 กรกฎาคม 2550 ]
 
 

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors50/birth_control0020.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]