บทความเกี่ยวกับ สุขภาพจิต
คนเป็นคนที่ - 3461 [Date : 23 พ.ย. 2550 ]   
 
ความสุขอยู่หนใด
 
วันที่ 23 พ.ย. 2550   โดย ศ.(เกียรติคุณ) พญ.ชนิกา ตู้จินดา
 
 

 

 

เดี๋ยวนี้ผู้คนดิ้นรนขวนขวายขอให้รวยๆ ไปทำบุญที่ไหนก็ขอให้รวยเวลาขอศีลขอพร หากอวยพรว่า “ให้อยู่ดีมีสุข ร่มเย็นเป็นสุข” ก็รู้สึกเฉยๆ แต่พออวยพรขอให้ “รวยๆ” ก็หัวเราะร่าอาการนี้เป็นกันมากทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่ว่าในชีวิตจริงและในทีวี

ถามว่ารวยมากมีความสุขไหม แรกๆ ก็สุขที่ได้ใช้เงิน ต่อไปก็จะมีความทุกข์ตามมาเพราะญาติมารุมตอมขอแบ่ง แล้วยังต้องมานั่งกลัวโจร จะฝากแบงค์ก็กลัวแบงค์ล้มเล่นหุ้นก็กลัวเจ๊ง ฯลฯ พากันประสาทไม่ดีถ้าหากพอมีพอใช้แบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่มีหนี้สินจะเกิดความสุขได้

แล้วความสุขเกิดได้อย่างไร จะมีสุขได้ก็ต้องฝึกจิตให้มีสุขตั้งแต่เล็กๆ จนติดเป็นนิสัย ลูกของเราจะสบายไปทั้งชาติ โรคจิต โรคประสาทไม่มาเยี่ยมเยียน เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูง เจ้านาย ครอบครัว ผู้ใกล้ชิดเพราะลูกของเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ ซึ่งข้อหนึ่งที่สำคัญมากของการมีอีคิวที่ดีนั้นคือ เป็นเด็กดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส เห็นอกเห็นใจ พร้อมที่จะช่วยเหลือและเข้ากับผู้คนได้ดี

ธรรมชาติของเด็กนั้นต้องเคลื่อนไหวมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้า เมื่อตื่นจะเคลื่อนไหวร่างกายเพราะต้องการเรียนรู้ควรหมั่นสังเกตลูกตั้งแต่เล็กๆ ถ้าเลียบเฉยหน้าไม่ยิ้มแย้มเหมือนไม่มีความรู้สึกรู้สาพ่อแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ และพิจารณาดุว่าเป็นเพราะเราเงียบเชียบกันทั้งพ่อแม่และพี่เลี้ยง ลูกก็ไม่พูดไม่จา หรือไม่เล่นกับลูกวันๆ ปล่อยให้ทีวีเลี้ยงลูก เด็กจึงขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ไม่เกิดการพัฒนาด้านจิตใจและอารมณ์ อย่างนี้พ่อแม่ต้องแก้ไขโดยเร็ว ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง พูดจาและเล่นกับเขา พร้อมทั้งตอบสนองความสนใจและดูการพัฒนาตามขั้นตอน

เด็กเล็กๆ มักมีอารมณ์ขัน มีเรื่องให้เราหัวร่อได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะงอแง โยเย ถ้าเรามองในมุมที่ดีก็สนุกไปกับเขาได้ผู้ใหญ่จะต้องมีอารมณ์เบิกยานก่อนจึงจะทำสำเร็จ หากทำทุกอย่างแล้ว ลูกยังคงอยู่เฉยอยู่ เห็นเราเป็นเหมือนวัตถุ เป็นประตู หน้าต่าง หรือโบราณเขาเรียกกันว่า เป็นเหมือนหัวสลักตอ แม้ลูกอายุ 2-3 ขวบ ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ขอให้รีบจรลีพาลูกน้อยไปพบแพทย์ เพราะลูกอาจมีความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม และมีโอกาสที่จะเป็นโรค AUTISITIC ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

เด็กจำนวนหนึ่งไม่ได้เป็นโรคนี้ แต่เป็นโรคขาดความรักแบบ “กำพร้าเทียม” คือมีพ่อมีแม่จริง แต่ไม่เคยมีเวลาให้หนูเลยมัวแต่ทำมาหากิน ซึ่งทำให้เป็นลูกคนมีเงินแต่จนความสุข พูดง่ายๆ ว่าเป็นลูกคนรวยแต่มีความทุกข์นั่นเอง เวลานี้เด็กกลุ่มนี้พบมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กจะพยายามชดเชยทดแทนด้วยการทำพฤติกรรมแปลกๆ เช่น พฤติกรรมในการกินแหลก ที่ทำให้กลายเป็นเด็กอ้วนพ่วงด้วยทุกข์กำลัง 2 เพราะโรคที่ตามมาคือ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ข้อ และโรคอื่นๆ บางคนก็ติดกลุ่ม IT คือ ติดคอมพิวเตอร์ ติดเกมกันงอมแงม เพื่อหาความสุขให้ตนเอง บางรายก็กลายเป็นเด็กเรียนก็เรียนๆ ๆ บางรายก็จะติดเพื่อน บางรายก็ติดแฟชั่น ติดอินเทรนด์ หรือบ้างก็ติดราคาเกาหลี ดาราญี่ปุ่น ฯลฯ ทกคนก็คิดว่ามีความสุขแล้ว เพราะได้ชดเชยในสิ่งที่ตนเองขาดไป

เด็กยุคนี้คิดกันเพียงว่ามีเงินจึงจะสุขได้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวปัจจุบันจืดจางลง สุขจากการอยู่ร่วมกัน พ่อแม่ลูกเริ่มหายากในสังคมไทย เพราะฉะนั้น จึงควรหันกลับมาพิจารณาดูตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ครอบครัวเกิดความสุขได้ดีกว่าค่ะ

 
 

[ ที่มา...นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่297 ตุลาคม 2550 ]

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]