บทความเกี่ยวกับ ผู้หญิง ผู้หญิง
คนเป็นคนที่ - 4800 [Date : 17 พ.ย. 2550 ]   
 
อันตราย! SLE ต้อนท้อง
 
วันที่ 17 พ.ย. 2550   โดย เกตน์สิรี
 
 

 

 

“อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่จะมีใครบ้างเล่าที่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับคุณแม่ที่เรากำลังจะพาไปรู้จักในครั้งนี้ เธอเริ่มมีอาการป่วยเป็นโรค SLE ขณะเริ่ม

 คุณเจียมใจ มีชาวนา อายุ 30 ปี อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านของคุณเรวัต อายุ 36 ปี และเป็นคุณแม่น้องอั่งเปา ด.ช.อัษฏายุธ วัย 7 เดือน ซึ่งเกิดมาท่ามกลางความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ค่ะ

 

สัญญาณเตือน...SLE !

 

คุณเจียมใจเล่าถึงอาการของโรค SLE ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนขณะที่เจ้าตัวเล็กส่งเสียงออดอ้อนมาเป็นระยะๆ ค่ะ

“ตั้งแต่ตั้งท้องได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เริ่มเป็นหวัดบ่อย ทั้งจาม มีน้ำมูก และปวดหัว เป็นๆ หายๆ อย่างนี้ตลอด ตอนแรกคิดว่าเพราะแพ้ท้อง

พอย่างเข้าเดือนที่ 2 อาการหนักขึ้น เริ่มเหนื่อย หอบ หายใจไม่อิ่ม เริ่มปวดที่หัวใจ เจ็บๆ ปวดๆ ปิ่มจะขาดใจ จากที่เคยเดินไหนมาไหนบ้างก็เริ่มเดินไม่ค่อยได้ จึงต้องพักตลอด ครั้งละนานๆ ค่ะ

รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้วจึงตัดสินใจชวนสามีไปโรงพยาบาล เข้าโรงพยาบาลได้ 2 วัน เริ่มมีผื่นขึ้นที่ขา และกลายเป็นจ้ำแดงๆ ม่วงๆ เหมือนจะเน่า

คุณหมอตรวจพบว่าหัวใจโตและมีน้ำในหัวใจนิดหน่อย บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่เป็นอะไรมาก แต่อาการกลับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ พอเราบอกพยาบาลเขาก็ว่าเพราะเราเครียดเรียกร้องความสนใจจากสามี ซึ่งจริงๆ แล้วเราปวดมากจนทนไม่ไหวจริงๆ”

 

นาทีชีวิต...

 

“ดิฉันออกจากโรงพยาบาล แต่อาการยังไม่ดีขึ้นค่ะ จึงตัดสินใจมาตรวจอีกครั้งที่ รพ.ทรวงอก คุณหมอตรวจพบติดเชื้อที่ปอดทำให้ปอดอักเสบ แต่ที่นี่ไม่มีหมอสูติจึงไม่สามารถนอนพักรักษาตัวได้จึงไม่สามารถนอนพักรักษาตัวได้จึงต้องกลับมาที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง แต่อาการหนักมากขึ้น เล็บเริ่มเขียวคล้ำ และตัวเขียว หน้าเขียว บวม นอนไม่ได้ หายใจไม่ออก ดิฉันคิดอย่างเดียวว่าจะทำยังไงก็ได้ขอให้หายใจได้

 

เมื่ออาการไม่ดีขึ้นสามีจึงโทรไปปรึกษาญาติที่กรุงเทพฯ ได้รับการแนะนำให้มารักษาที่โรงพยาบาลนนทเวช วันนั้นตรงกับวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 มาถึงโรงพยาบาลประมาณบ่ายโมง ต้องเข้าไปซียูทันที คุณหมอบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้ครึ่งชั่วโมงไม่รอดแน่นอน เพราะหัวใจอาจจะวายได้”

 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล

 

สูติแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่รักษาในวันนั้นได้อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจคุณเจียมใจว่า

“คนไข้มาถึงโรงพยาบาล ด้วยอาการหนักมากจนไม่สามารถนอนราบได้จึงต้องตรวจอัลตราซาวนด์ในท่านั่ง ซึ่งหมอที่ตรวจก็มีทั้งหมอสูติ หมออายุรกรรมโรคกระดูกและข้อ หมอโรคหัวใจ มีการเจาะเลือดไปตรวจเพื่อหาแอนติบอดี้ที่ผิดปกติ รวมทั้งการส่งไปเอกซเรย์ด้วย

ผลปรากฏว่าคุณเจียมใจมีอาการหัวใจโตและมีน้ำบริเวณหัวใจเยอะมาก จึงทำให้หัวใจบีบขยายตัวไม่ได้ ทำให้เหนื่อยหอบ ขณะเดียวกันอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ คุณหมอโรคหัวใจจึงตัดสินใจเจาะเยื่อหุ้มหัวใจเพื่อเอาน้ำออก”

 

คืนแห่งความเป็น-ตาย

 

คุณเรวัตเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนแห่งความตายของภรรยาและลูกว่า

“ขณะนั้นผมยืนร้องไห้อยู่ที่หน้าห้องไอซียู คุณหมอเดินเข้ามาบอกว่าอาจไม่รอดคืนนี้ จะต้องเจาะเอาน้ำออกจากหัวใจ ซึ่งผลเป็นตายเท่ากัน คือหากปล่อยไว้อาจเสียชีวิตทั้งแม่และลูก แต่ถ้าเจาะโดนหัวใจก็เสียชีวิตได้เช่นกัน และถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็ต้องเอาเด็กออกเพื่อรักษาชีวิตแม่เอาไว้ก่อน ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นตุ๊บ รู้สึกหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งตอนนั้นผมยินยอมทุกอย่างโดยไม่มีทางเลือก”

 

ปาฏิหาริย์มีจริง...

 

ขณะคุณหมอเจาะหัวใจเพื่อเอาน้ำออกโดยที่คุณเจียมใจรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา

“คุณหมอไม่ได้ให้ยาสลบค่ะ เพียงฉีดยาชา คอยชวนคุยเพื่อให้เราตื่น และบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าเจ็บที่หัวใจให้รีบบอก เพราะถ้าเจาะโดนหัวใจก็คือเสียชีวิตค่ะ

ช่วงที่หมอเจาะเจ็บมาก...กก ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องรอด และรอดทั้งแม่และลูกด้วย ถ้าแม่อยู่ลูกก็ต้องอยู่ ถ้าลูกไม่อยู่แม่ก็ไม่ขออยู่ด้วย”

หลังจากเจาะเอาน้ำออกแล้ว เธอเริ่มหายใจได้เอง แม้ว่าหัวใจจะยังทำงานได้ไม่เต็มที่แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกโล่งอก เมื่อหมอสูติ หมออายุรกรรม และหมอโรคหัวใจตรวจทุกอย่างโดยละเอียดโดยสรุปว่าคุณเจียมใจเป็นโรค SLE หรือแพ้ภูมิตัวเอง

 

การดูแลและรักษา

 

เมื่อคุณเจียมใจหายใจได้ดีขึ้น คุณหมอจึงเริ่มรักษาโรค SLE ด้วยการให้ยาเพื่อควบคุมอาการ

 “หมอให้ยาไป 2 ครั้งแล้ว อาการไม่ดีขึ้น จึงเพิ่มความแรงของยาตัวที่ 3 และบอกว่ายาตัวนี้อาจทำให้แท้งได้ ซึ่งถ้าไม่ให้อาการต่างๆ ก็ไม่สงบลง จึงจำเป็นต้องให้

วันรุ่งขึ้นคุณหมอเข้ามาถามอาการด้วยสีหน้าเป็นกังวล ถามว่าปวดท้อง ปวดหลังหรือเปล่า และคลำท้องดูว้าท้องแข็งหรือเปล่า ปรากฏว่าท้องยังนิ่มอยู่ อาการปวดไม่มีคุณหมอเลยยิ้มออกแบบโล่งอกค่ะ บอกว่าถ้าแท้งท้องจะแข็งเพราะมดลูกบีบตัว แต่นี่ท้องยังนิ่มอยู่แสดงว่ายาที่ให้ไม่กระทบกับเด็กในท้อง ผลคือไม่แท้ง ดิฉันคิดในใจว่าลูกคงอยากอยู่กับเราเขาจึงพยายามต่อสู้กับยาและอาการต่างๆ ของแม่ คือเราสู้ไปด้วยกันหลังจากให้ยาตัวนี้แล้วอาการต่างๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องให้ยาควบคุมการคลอด”

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคนี้มีหลายกลุ่ม แต่ในกรณีของคุณเจียมใจซึ่งกำลังตั้งครรภ์คุณหมอเลือกใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์และเพดนิเซอโรคเพื่อลดความรุนแรงของโรคและหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง เพราะอาจส่งผลทำให้ทารกพิการได้ค่ะ

คุณเจียมใจใช้เวลาในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานถึง 9 วัน เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วก็กลับไปอยู่บ้านตามปกติ ซึ่งในช่วงแรกคุณหมอนัดตรวจซ้ำทุกสัปดาห์เมื่ออาการอยู่ในภาวะปกติหมอจึงเลื่อนนัดเป็น 1 เดือนครั้ง ซึ่งในแต่ละเดือนจะต้องมีการเจาะเลือด เช็กความดัน ชั่งน้ำหนักดูว่าเลือดไปเลี้ยงทารกได้ดีหรือเปล่า เพราะถ้าเด็กได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยจะทำให้เติบโตช้าได้

สำหรับการดูแลตัวเองและลูกในท้อง คุณหมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักและแสงแดด ไม่ควรออกกำลังกายมากเกินไป กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนมากๆ กินยาให้ครบ ซึ่งคุณเจียมใจก็บำรุงตัวเองอย่างดีตลอดมาจนคลอดค่ะ แต่ครั้นคลอดเจ้าตัวน้อยแล้วทั้งสองสามีภรรยาก็อดกังวลไมได้ว่า...

“กังวลว่าลูกจะเป็นโรคด้วยน่ะค่ะ แต่คุณหมอบอกว่าโอกาสที่ลูกจะเป็นมีเพียง 1% เท่านั้น พอดีลูกเป็นผู้ชาย ความกังวลเหล่านี้จึงหายไปค่ะ เพราะโรคนี้พบมากในผู้หญิง แล้วอาการอื่นๆ ถ้าปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอบอกก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลส่วนลูกชายก็สามารถเลี้ยงได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป เพราะเขาคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ทุกอย่าง เสียดายนิดหน่อยที่ลูกกินนมแม่ได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น เพราะยาที่กินไปกดการสร้างน้ำนม ทำให้ไม่มีน้ำนมให้ลูกกินค่ะ”

โรคนี้เมื่อเป็นแล้วก็ต้องกินยาควบคุมตลอด ถ้าอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ลดขนาดยาลง แต่มีโอกาสที่จะกำเริบได้อีก ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของคนไข้เป็นหลัก ดังนั้นการดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ครอบครัวคุณเจียมใจต้องพบเจอตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน และกว่าที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกจะก้าวผ่านวิกฤติเหล่านี้มาได้ก็ต้องอาศัยทั้งกำลังกาย กำลังใจของทุกคนร่วมกันค่ะ

ปัจจุบันกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค SLE ของคุณเจียมใจได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตลอดท่ามกลางการเจริญเติบโตของน้องอั่งเปา...เจ้าตัวเล็ก...ผู้เป็นที่รักและขวัญใจของพ่อและแม่ค่ะ

 

รู้จักโรค SLE

 

โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่อยู่ภายในร่างกายของเรา ซึ่งเรียกกันว่าแอนติบอดี้ (antibodies) บกพร่อง ซึ่งปกติแอนติบอดี้นั้นจะมีหน้าที่จับและทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแต่เซลล์ตัวนี้กลับทำลายเนื้อเยื่อตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ คือ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมนเพศหญิง และภาวะติดเชื้อบางชนิดโดยเฉพาะเชื้อไวรัส อาการจะขึ้นอยู่กับเซลล์ตัวนี้ไปจับกับอวัยวะใด เช่น

 

-ถ้าจับที่ผิวหนังก็จะทำให้เกิดผื่น

-ถ้าจับที่ไตจำให้ไตอักเสบ ตัวบวม หน้าบวม มีไข่ขาวในปัสสาวะและอาจจะเกิดความดันโลหิตสูงตามมาด้วย

-ถ้าจับกับเยื่อหุ้มข้อ จะเกิดข้ออักเสบ

-ถ้าจับที่เส้นเลือดจะทำให้เส้นเลือดตีบเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อย

-ถ้าจับที่หัวใจจะทำให้หัวใจโตผิดปกติ

-ถ้าจับที่ปอดจะทำให้ปอดบวม

-หรือจับที่สมองก็จะทำให้สมองบวม

 

โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 8 ต่อ 1 อัตราการเป็นประมาณ 30 คน ต่อประชากร 100,000 คน จากสถิติที่พบในผู้หญิงท้องจะมีน้อยมาก สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรค SLE ก่อนการตั้งครรภ์ โอกาสที่โรคจะกำเริบตอนตั้งท้องมีมากกว่าร้อยละ 50

 

อันตรายจากโรค SLE

 

-อัตราการเสียชีวิตของทารกจากโรคนี้มีร้อยละ 14-52%

-แม่ท้องที่เป็นโรค SLE มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 66%

-ทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้ากว่าปกติถึง 12-32%

-แม้ว่าแม่ท้องจะเป็นโรคนี้กันน้อย แต่ถ้าเป็นแล้วโอกาสแท้งค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค

 

กรณีของคุณเจียมใจมีความเสี่ยงมากที่จะคลอดก่อนกำหนด เพราะแม่มีอาการหอบซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อแม่มีปัญหาขาดออกซิเจนเลือดในตัวแม่จะถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ที่จำเป็นอย่างสมองและหัวใจ ส่วนที่ไม่สำคัญอย่างมดลูกจึงมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย ฉะนั้นถ้าแม่มีอาการหอบมากๆ ความดันโลหิตต่ำจะทำให้ทารกในครรภ์ขาดเลือดและออกซิเจน ถ้าเป็นมากๆ อาจทำให้เด็กเสียชีวิตในท้องได้ค่ะ

 

แพ้ภูมิ และภูมิแพ้

 

-โรคแพ้ภูมิตัวเองเป็นโรคที่เกิดจากภูมิต้านทานในร่างกายทำงานบกพร่องแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรคหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กลับทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง

-โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคจากภายนอก แล้วกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นกับร่างกาย

 
 

[ ที่มา...นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 297 ตุลาคม 2550 ]

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]