บทความเกี่ยวกับ คู่มือเลี้ยงลูก
คนเป็นคนที่ - 2510 [Date : 21 เม.ย. 2551 ]   
 
เลี้ยงลูกสวนกระแส (บริโภคนิยม)
 
วันที่ 21 เม.ย. 2551   โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์
 
 

เลี้ยงลูกสวนกระแส (บริโภคนิยม)


ด้วยงานประจำสอนหนังสืออยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้ว่าจะสอนเกี่ยวกับการบริหารการผลิต ไม่ได้สอนทางด้านการเงินโดยตรงก็เถอะ บวกกับเป็นผู้ดำเนินรายการข่าวแนวเศรษฐกิจทางช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ แต่ละวันจึงหนีไม่พ้นพูดคุยเรื่องเงินเรื่องทองเกาะกระแสเศรษฐกิจทั้งในประเทศและของโลก พูดถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจหลายคนทำหน้าแหย ไม่ได้จะมาวิเคราะห์ค่าเงินบาทให้ฟังหรอกนะคะ เพราะในบันทึกคุณแม่ฉบับนี้และต่อๆ ไปจะมาพูดคุยเกี่ยวกับเศรษฐกิจในบ้านเรื่องใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะการวางแผนการเงินและการเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กของเรา

มาทำความรู้จักกันต่ออีกหน่อย แม้จะเกี่ยวพันกับการใช้เงินทอง (ของคนอื่น) แต่ดิฉันก็ไม่ใช่คนที่เชื่อหลักทุนนิยมจนสุดโต่งที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแรงดึงของเงินทุน และไม่เชื่อว่าทุกอย่างที่จะสำเร็จได้ต้องมีแรงอัดฉีดทางการเงินทางที่เห็นอยู่ในสภาพสังคมทั่วไป และก็ไม่ถือว่าเป็นคนที่บริโภคนิยมมากนัก คือไม่เห่อไปตามแฟชั่นหรือกระแสสังคมอย่างไร้จุดยืนของตัวเอง


กระแสบริโภคนิยม อาการน่าเป็นห่วงของสังคมไทย

กระแสบริโภคนิยมกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเสียแล้ว อย่าว่าแต่ชีวิตในเมืองหลวงเลย ส่วนไหนๆ ของสังคมไทยก็ได้รับผลกระทบกันทั้งนั้นกระแสนี้ยิ่งแรงขึ้นตามกาลเข้าถึงของการนำเสนอตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางป้าย Billboard ต่างๆ ทางโทรทัศน์ วิทยุ ทางอินเตอร์เน็ต ทางโทรศัพท์มือถือ ในบางครั้งทำให้สินค้าต่างๆ ที่เคยจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กลับกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว เราอยากได้สิ่งต่างๆ ตามกระแสสังคม ตามแฟชั่น โดยขาดความตรึกตรองและลืมนึกถึงความจำเป็น เห็นเพื่อนบ้านมีโทรทัศน์จอพลาสมา 40 นิ้วแล้วอยากมีบ้างทั้งที่เจ้าทีวีจออ้วน 29 นิ้วยังใช้การได้ดีอยู่เลย เด็กชายชั้นประถมอยากได้โทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้ ฟังเพลงMP3 เล่นเกมได้ทั้งๆ ที่ยังสะกดชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง เด็กหญิงอนุบาลร้องอยากได้รองเท้ามีส้นรูป Barbie เหตุเพราะเห็นเพื่อนที่โรงเรียนเขาใส่กัน ยิ่งเห็นก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งคิดมองไปข้างหน้ายิ่งเหนื่อยหนักเข้าไปใหญ่ เราคงจะปล่อยให้ลูกๆ ของเราเติบโตกับกระแสบริโภคนิยมและขาดความเข้าใจ ขาดการมองโลกอย่างลึกซึ้งไม่ได้แล้วล่ะค่ะ สังคมของเราเปราะบางมากแล้ว อย่าให้ลูกของเราเติบโตอย่างเปราะบาง แล้วเราจะเลี้ยงลูกสวนกระแสนี้อย่างไร


เด็กก็คือเด็ก ต้องการคำอธิบาย ต้องการตัวอย่าง

ดิฉันมีลูกสาววัยห้าขวบหนึ่งคน เป็นห่วงนักหนาไม่อยากให้ลูกเติบโตเป็นเด็กฉาบฉวย ไม่อยากให้เขาติดกับกระแสบริโภคนิยมจนลืมที่มาและความเป็นจริงของสิ่งรอบตัว เด็กรับข้อมูลได้ดีกว่าเรา ถึงคุณพ่อคุณแม่ไมได้ฟุ้งเฟ้ออะไร ลูกๆ ก็ยังไม่วายร้องเอาของเล่นหรือเสื้อผ้าที่เขาเห็นตามเพื่อนหรือตามรายการโฆษณาต่างๆ เราไม่สามารถปิดหูปิดตาไม่ให้รับรู้ไปตลอดได้แต่เราสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยการพูดคุยทำความเข้าใจ เด็กก็คือเด็กต้องการคำอธิบาย ต้องการตัวอย่าง หากลูกของเราเมื่อเดินผ่านร้านของเล่นทีไรต้องเป็นอันร้องไห้จ้าทุกที ถ้าวิธีของคุณพ่อคุณแม่คือการไม่เดินผ่านบริเวณนั้นอีก นี่ไมถือว่าเป็นทางแก้นะคะ เป็นเพียงแค่การหลีกเลี่ยงปัญหามากกว่า ทางที่ดีเราควรอธิบายไปเลยว่า “วันนี้คุณแม่มีสตางค์ไม่พอ ถ้าอยากได้เดี๋ยวเราช่วยกันเก็บเงินหยอดกระปุกกันนะ เหมือนที่แม่หยอดกระปุกเพื่อซื้อเสื้อผ้าของแม่ไง” ที่สำคัญเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีนะคะเพราะดิฉันเคยถูกลูกสาวย้อนเอาว่า “คุณแม่ซื้อลิปสติกแท่งใหม่ได้ แล้วทำไมหนูซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ไม่ได้”


ความทรงจำที่ดี มาจากมือนี้ที่สร้าง

หลายคนคิดว่า การทำให้คนประทับใจในวันพิเศษต้องหาของแพงๆ สวยๆ ให้เท่านั้น ถามใจของคุณพ่อ คุณแม่เองเถอะ ว่าถ้าได้รับเสื้อราคาแพงที่ลูกเป็นคนเลือกให้ กับการ์ดอวยพรขยุกขยิก กาวเปรอะเปื้อนที่ลูกตั้งใจออกแบบและประดิษฐ์ให้มาทั้งวัน คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกประทับใจอะไรกว่ากัน คุณค่าของสิ่งของไม่ได้อยู่ที่ราคาและความสวยงามอย่างเดียว มันอยู่ที่ความตั้งใจต่างหาก อย่างที่สำนวนภาษาอังกฤษว่า “Only thoughts that count” แทนที่จะพาลูกเดินไปตามห้างหรูเพื่อหาของขวัญมาเซอไพรซ์คุณยายลองชวนลูกเรามานั่งออกแบบการ์ดน่ารักใช้เพียงของในบ้านง่ายๆ แค่กระดาษสี ดอกไม้ที่หล่นใต้ต้น กาวสีเทียน เท่านี้ก็ได้ของขวัญที่คุณยายปลื้มที่สุดแล้ว เผลอๆ เอาไปติดหน้าตู้เย็นให้เจ้าตัวเล็กภูมิใจไปอีกนาน


เข้าใจที่มาของสิ่งต่างๆ และคนรอบข้าง

การพาลูกออกไปเห็นสังคมที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ช่วยให้ลูกแยกแยะความจำเป็นต่างๆ ในการใช้ชีวิต ดิฉันได้มีโอกาสพาลูกและเพื่อนๆ ลูกที่โรงเรียนไปแปลงนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-ศูนย์รังสิต ไปดูการเกี่ยวข้าว อย่างที่ว่าค่ะ เด็กๆ รับรู้เร็วเข้าใจได้ไม่ยากว่ากว่าจะได้ข้าวในจานที่เห็น ชาวนาต้องยากลำบากอย่างไรบ้าง ลูกต่างพูดคุยกับเพื่อนๆ ว่าเราจะไม่ทานข้าวเหลือกันอีกแล้วนะเพราะชาวนาต้องเหนื่อยและร้อนมากกว่าจะได้ข้าวมา ได้ฟังแค่นั้นเราก็ดีใจว่าลูกๆ เข้าใจที่มาและเห็นใจคนรอบข้าง ไม่ได้เห็นคุณค่าสิ่งของที่ปลายเหตุเท่านั้น


หา Partner ร่วมอุดมการณ์

Partner ร่วมอุดมการณ์ที่ว่าก็คือพ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย และที่สำคัญก็คือคุณครูและโรงเรียน คนในครอบครัวเราคงคุยกันด้วยไม่ยาก แนวทางการสอนหรือแนวความคิดของโรงเรียนลูกต่างหากที่ต้องเลือกและตัดสินใจโรงเรียนหลายแห่งเมื่อมีการงานแสดงทีไรต้องให้เราซื้อชุดแสดงละครสำเร็จรูปราคาแพงๆ ทุกที ใช้เพียงไม่กี่นาทีก็เก็บ แล้วก็ทิ้งในที่สุด ถ้าเป็นแบบนี้เด็กคงเข้าใจคุณค่าสิ่งของได้ยากล่ะค่ะ ให้คุณครูเสนอ concept ของชุดมาแล้วเรามาดัดแปลงจากชุดลูกที่มีอยู่แล้ว ให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิดด้วยจะได้เข้าใจที่มาที่ไปเหมือนกัน แล้วลูกก็ภูมิใจด้วย

เรามาช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเพื่อลูกเราจะได้ไม่เปราะบางเกินไปเติบโตอย่างเข้าใจ มีแนวคิดและจุดยืนที่มั่นคงท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่จะดูรุนแรงขึ้นทุกวัน เริ่มเลยวันนี้ ไม่มีคำว่าเริ่มเร็วเกินไปหรือสายเกินไปหรอกค่ะ
 
 

[ ที่มา...นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.15 Issue 174 January 2008 ]

URL Link : http://www.familydirect.co.th

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]