บทความเกี่ยวกับ คู่มือเลี้ยงลูก
คนเป็นคนที่ - 3871 [Date : 07 มี.ค 2551 ]   
 
ดนตรี กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์
 
วันที่ 07 มี.ค 2551   โดย นพ.อุดม เพชรสังหาร
 
 

ดนตรี กับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์


ผมเขียนเรื่องราวของศิลปะกับการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์มาหลายตอนแล้ว ฉบับนี้ผมขอเขียนถึงเรื่องราวของดนตรีบ้างโดยเฉพาะเดือนนี้คือเดือนธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญอย่างยิ่งของคนไทย คือในหลวงของเรามีพระชนมายุครบ 80 พรรษา เราทุกคนต่างทราบดีว่าในหลวงของเรามีความสนพระทัยในดนตรียิ่งนัก ทรงเห็นคุณค่าแห่งการดนตรีมาโดยตลอด และก็เป็นแบบอย่างให้กับพวกเราเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่พวกเราจะเห็นในสิ่งนี้หรือไม่ก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากย้ำเตือนอีกสักครั้ง ว่าดนตรีนั้นมีคุณค่ายิ่งนัก หากรู้จักที่จะใช้ประโยชน์จากมัน


ความคิดสร้างสรรค์คืออะไร

ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง “ความคิดใหม่ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้” ซึ่งความคิดใหม่นี้ เป็นได้ทั้งความคิดใหม่ถอดด้าม ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน หรือเป็นความคิดที่เกิดจากการต่อยอด การผสมผสานกันของความคิดที่มีอยู่เดิมก็ได้ ทั้งนี้มันควรจะต้องสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยความคิดที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เราเรียกว่า ความเพ้อฝัน

แต่ก็ไม่แน่นะครับ พอนานๆ เข้า ความเพ้อฝันก็อาจจะกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ก็ได้ ถ้าหากสามารถจะพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็คือหัวใจของการเกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดใหม่ๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้บางครั้งก็มาจากความคิดแบบเพ้อฝันนี่แหละ

ปัญหาก็คือ เราจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อย่างไร?

หลักเบื้องต้นง่ายๆ ก็คือ จะต้องมีความกล้าที่จะคิดและต้องคิดไม่เหมือนกับคนอื่น การคิดให้แหวกแนวไปจากความคิดเดิมๆ ที่เคยมีอยู่ หรือภาษาสมัยใหม่ เขาเรียกว่า การคิดนอกกรอบ

การคิดนอกกรอบเป็นเรื่องที่ต้องฝึกบ่อยๆ แม้โดยธรรมชาตินั้น เด็กๆ จะมีลักษณะของการคิดที่ไม่ค่อยยึดติดกับกรอบของเหตุผลอยู่แล้ว แต่เด็กก็ต้องการทั้งแรงเสริมและความเชื่อมั่นจากผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ใหญ่อย่างเราจึงต้องช่วยกันส่งเสริมเพื่อให้เขาสามารถพัฒนาทักษะอันนี้ด้วย


ดนตรีบ่มเพาะความคิดและสร้างสรรค์

สิ่งหนึ่งที่ดนตรีมีนั่นก็คือ มันสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อสมองเราตรงส่วนที่เรียกว่า Limbic System บริเวณนี้ของสมองจะทำงานเกี่ยวกับภาวะอารมณ์ และความรู้สึกของเราเราชอบหรือเกลียดอะไรอยู่ที่ตรงนี้

เมื่อระบบ Limbic System ทำงานมากๆ ส่งผลให้ระบบเหตุผล (Prefrontal cortex) จะทำงานได้น้อยลง เรียกว่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความคิดนอกกรอบจะเกิดขึ้นก็คราวนี้แหละครับ เหราะมันไม่มีกรอบควบคุม ความคิดจึงเป็นอิสระ ซึ่งเมื่อได้รับความคิดจากตรงนี้ และนำเอาหลักของเหตุผลมาประกอบภายหลัง ก็มีโอกาสจะกลายเป็นความคิดสร้างสรรค์ได้ครับ


ดนตรีออร์ฟ

หลายเดือนก่อนผมมีโอกาสเข้าร่วม workshop การสอนดนตรีในเด็กแบบ Carl Orff จัดโดยโรงเรียนจิตตเมตต์ก็ได้คำตอบอีกคำตอบหนึ่งว่า วิธีการสอนดนตรีแบบนี้แหละที่ช่วยปลูกฝังให้เกิดทักษะในการคิดอะไรใหม่ๆ ให้กับเด็กหรือพูดให้ตรงๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การสอนดนตรีในแบบ Carl Orff ช่วยให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ เรามาดูว่ามันมีรายละเอียดอย่างไร

เขาเริ่มโดยการให้เด็กทำความคุ้นเคยกับจังหวะก่อนแต่ภายใต้กิจกกรมสร้างความคุ้นเคยนี้ ครูจะกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนคิดประดิษฐ์ท่าทางต่างๆ ที่เป็นแบบฉบับของตนเองออกมา แล้วให้เพื่อนๆ ทำตาม สลับกันไปเรื่อยๆ จนครบทุกคน โดยมีหลักอันเดียวคือ ท่าทางที่แสดงออกมาพร้อมกับจังหวะของดนตรี

เมื่อผ่านกิจกรรมเหล่านี้ ครูก็จะเริ่มกิจกรรมใหม่ โดยให้เด็กคิดคำพูด ประโยค บทกลอน อะไรก็ได้มาพูดให้เข้ากับจังหวะของดนตรี เด็กก็ได้ฝึกการคิดคำ และคิดประโยคด้วยตัวเอง หลังจากนั้นครูก็จะให้เด็กได้ใช้เครื่องดนตรีทั้งประเภทเคาะจังหวะ (Percussion) และอีกประเภทก็คือให้ทำนองซึ่งใช้ระนาด (Xylophone) ที่มีตัวโน้ตเพียงแค่ 5 ตัว ให้เด็กใช้สร้างทำนองและจังหวะเพลงตามที่ต้องการโดยครูจะคอยช่วยคุมเรื่องจังหวะ

กิจกรรมดังกล่าวจะทำให้เด็กค่อยๆ ซึมซับองค์ประกอบของดนตรี เริ่มตั้งแต่จังหวะ การสร้างคำร้อง ทำนองไปโดยปริยาย และการใช้ตัวโน้ตเพียง 5 ตัวในบันไดเสียง C major ทำให้เด็กได้สัมผัสความขัดแย้งและความกลมกลืนของเสียงตัวโน้ตทั้ง 5 ตัว ว่าคู่ไหนลงตัวไปกันได้ คู่ไหนฟังแล้วขัดหู นี่คือประสบการณ์ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจในเสียงประสาน (Harmony) ของดนตรีในลักษณะที่เป็นการปฏิบัติได้ดีทีเดียว กระบวนการทั้งหมด ผมคิดว่านี่เป็นบทเรียนดนตรีที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ต้องอธิบายแต่ก็สามารถเข้าใจได้ เมื่อเด็กรู้จักจังหวะ รู้จักความกลมกลืนของทำนองและเสียงประสาน รู้จักการสร้างทำนองและคำร้อง เขาจะเดินไปสู่โลกของดนตรีด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง

แต่ที่ผมสนใจคือ การสอนดนตรีแบบ Carl Orff เขาเน้นการให้เด็กได้สร้างสรรค์ ท่าทาง ทำนอง คำร้องด้วยตัวเอง แถมสร้างขึ้นมาแล้วไม่ว่าครูหรือเพื่อนๆ ก็ต้องทำตามด้วย สิ่งเหล่านี้แหละที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เพราะความกล้าที่จะคิดท่าทางใหม่ๆ ทำนอง และคำร้องใหม่ๆ ในบทเรียนดนตรี มันจะกลายมาเป็นทักษะ และจะถูกถ่ายทอด (Transfer) หรือต่อยอดสู่เรื่องอื่นๆ ด้วยการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเรื่องอื่นๆ ต่างกำลังต้องการความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น

ข้อสำคัญ ความกล้าในการที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ในบทเรียนดนตรีของ Carl Orff ไม่ใช่ความกล้าที่ไร้ขอบเขต แต่ยังคงมีจังหวะของดนตรีและตัวโน้ตซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตัวเป็นกรอบหลวมๆ อยู่ ซึ่งเป็นการบอกนัยๆ ว่าภายใต้ความเป็นอิสระนั้น ยังมีบางอย่างเป็นกฎเกณฑ์อยู่นี่คือธรรมชาติของความคิดสร้างสรรค์ “ความคิดใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์ได้”

ดนตรีนั้น ถ้าเรารู้จักมันดี จะให้คุณประโยชน์กับเรามากเกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้เลยทีเดียว ส่วนความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งหนึ่งที่ดนตรีให้กับเด็กของเราได้ทำอย่างไรจะทำให้ลูกหลานของเราได้สัมผัสกับดนตรีที่ให้อะไรแก่พวกเขา มากกว่าความเป็นดนตรี ผมคิดว่านี่คือโจทย์ที่พ่อแม่ยุคใหม่จะต้องคิดแล้วล่ะครับ

เพื่อตอกย้ำความสำคัญของเรื่องนี้และในโอกาสที่รักลูกกรุ๊ปก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 ทางบริษัทรักลูกจึงได้จัดคอนเสิร์ต “Music for Everychild” ขึ้นในวันที่ 21-22 ธันวาคม 2550 จะจัดขึ้นที่หอแสดงดนตรีมหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดย Thailand Philharmonie Orchestra วงออเครสตร้าชั้นหนึ่งของเมืองไทย จะบรรเลงเพลงสำหรับเด็กๆ รวมทั้งเพลงชุด “รักลูก” (Rakluke Suite) ด้วย คอยติดตามนะครับ.
 
 

[ ที่มา...นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 299 ธันวาคม 2550 ]

URL Link : http://www.panpublishing.com

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]