บทความเกี่ยวกับ วัยรุ่น
คนเป็นคนที่ - 1957 [Date : 19 เม.ย. 2553 ]   
 
กล้า เกินงาม ตามอย่างสื่อ
 
วันที่ 19 เม.ย. 2553   โดย พักตา
 
 

กล้าเกินงาม ตามอย่างสื่อ


วันก่อนนั่งดูทีวีกับหลานสาวจอมเฮี้ยววัย 14 ดูไปเธอก็บ่นว่านางเอกไป
" มัวแต่ทำเป็นเหนียม เชยเฉิ่มแบบนั้น ใครจะมาสน" พูดพลางสบตาป้าสุดที่รักที่หนึ่ง "สู้นางร้ายก็ไม่ได้ เร้าใจกว่าตั้งแยะ"

ฟังหลานสาววิพากษ์วิจารณ์ได้สักพัก ก็ลืมตัว เถียงแทนประหนึ่งว่าตัวเองเป็นนางเอกเสียเอง " เป็นผู้หญิงก็ต้องรักนวลสงวนตัวสิ จะไปทำอย่างนางร้ายได้ยังไง ไม่เห็นเหรอเสนอตัวขนาดนั้น พระเอกไม่เห็นจะสนเลย"
" หึ้ย…ก็มีแต่ในละครแหละ เรื่องจริงมานั่งเหนียมแบบนี้ ก็มีแต่กินแห้ว นี่มันยุคดิจิตอลแล้วนะป้า ไม่เห็นต้องรอให้ผู้ชายมาจีบก่อนเลย ชอบใครก็ไปจีบมาเป็นแฟน ป้าไม่เคยฟังเพลงนี้เหรอ…ช่วยเก็บหน้าเช็ดหน้าของฉันหน่อย เพราะฉันทำมันตก ตกลงพร้อมหัวจาย…ย" หลานสาวตัวดีลากเสียงยาวล้อเลียน แล้วพูดต่อ
" ไม่งั้นก็ขึ้นคานกันพอดี"

หลานสาวคนนี้ค่อนข้างเฮี้ยว และชอบพูดทีเล่นทีจริงกับดิฉันอยู่บ่อยๆ แม้จะรู้ว่าที่หลานพูดนั้น ไม่ได้ออกมาจากความคิดของเธอล้วนๆ อาจจะปนทัศนคติของกลุ่มเพื่อนหรือสื่อ แต่ก็อดห่วงไม่ได้เหมือนกันค่ะ ว่าถ้าเด็กถูกทำให้คิดแบบนี้กันหมด อนาคตจะเป็นยังไงกันบ้าง

จับต้นชนปลายหาเหตุแล้วก็ต้องกลับมาที่เรื่องของยุคสมัยที่แตก ต่างอีกนั่นละค่ะ สังคมทุกวันนี้ผสมผสานคลุกเคล้าทั้งวัฒนธรรมไทยวัฒนธรรมต่างชาติจนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ก็สับสนกันพอสมควร โดยเฉพาะค่านิยมทางเพศ ผู้หญิงกล้าแสดงออกมากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น และก็มีเซ็กซ์กันง่ายขึ้นด้วย ไม่งั้นคงไม่มีงานวิจัยออกมาเยอะแยะว่า วัยรุ่นมากกว่าครึ่งยอมรับว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องธรรมดา หรือค่านิยมใหม่นักศึกษาสาวชอบหลอกฟันหนุ่มบำเรอกาม

ขณะที่สังคมบ้านเราเปิดกว้างรับทุกอย่างที่ไหลผ่านสื่อเข้ามา ความสามารถในการกรองสื่อของเด็ก ก็เป็นไปแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะยังสับสนงงงวยกันจนไม่รู้อันไหนเหมาะควร สภาพจึงออกมากะพร่องกะแพร่งแบบที่เห็น ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอสุกมล วิภาวีพลกุล ก็พูดไว้ชัดในงานเสวนาเรื่อง เซ็กซ์ล้นจอ…พ่อแม่เป็นห่วง ซึ่ง มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ

" สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศแบ่งเป็น 3 อย่างด้วยกันคือ สื่อที่ปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศ อันนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก ใช้แต่ความรู้สึกอย่างเดียว สอง สื่อที่ส่งผลต่อเจตคติทางเพศ ซึ่งแทรกซึมในเรื่องของทัศนคติที่ว่าอะไรควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ เราจะเห็นสื่อพวกนี้เยอะในรูปแบบของโฆษณา ซึ่งสมัยก่อนหญิงชายจะแตะเนื้อต้องตัวกันไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ในโฆษณามีทั้งเล้าโลมสัมผัส แล้วเราจะเห็นว่าฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเริ่มต้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้ทัศนคติของวัยรุ่นค่อยๆ เปลี่ยนไป แบบค่อยๆ ซึมซับ เด็กจะมองเรื่องการแตะเนื้อต้องตัว ลูบไล้เป็นเรื่องธรรมดา

" แล้วในขณะที่สื่อพวกนี้มาแรง สื่อทางวัฒนธรรมไทยก็ค่อนข้างอ่อนกำลังลง คำพูดที่ว่าอย่าชิงสุกก่อนห่าม ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ผมว่ามันเหมือนยาดองที่หมดอายุขัยไปนานแล้ว พูดไปเดี๋ยวเด็กก็บอกว่า เอาอะไรมาพูดน่ะ เช้ยเชย… นี่ไม่ใช่ชั่วโมงประวัติศาสตร์แล้วนะ

" สาม สื่อที่ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา เพื่อให้เกิด ความเข้าใจที่ถูกต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งใน 3 ข้อนี้ ผมมองว่า สื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องเจตคติเยอะมาก
" เมื่อก่อนหญิงไทยไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่เดี๋ยวนี้กล้าแสดงออกมากขึ้น ฝ่ายหญิงจะเริ่มต้นจีบผู้ชายก่อน เห็นในละครทีวีใช่มั้ยฮะ ไม่ต้องรอให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเริ่ม ผู้หญิงมาก่อน อันนี้เป็นค่านิยมต่างประเทษซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่อย่างไรก็อย่าเกินงาม"

ที่ต้องเตือนกันไว้ก็เพราะบางทีเด็กยังคิดไปได้ไม่ไกล…โป๊อีก นิดสิอินเทรนด์ หรือแค่จีบเล่นๆ ไม่เห็นเป็นไร แต่ยังไม่ทันคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายเขาทำจริงละยุ่งแน่

Self Esteem คือคำตอบสุดท้าย
แล้วพ่อแม่จะทำยังไงดี สื่อก็มีให้เห็น เพื่อนก็ชวนกันเฮ ครั้นจะไปห้ามสื่อไม่ให้นำเสนอภาพทำนองนี้ ก็ย้าก…ยาก
" ผมว่า ต้องสอนให้ลูกมี Self Esteem และมีวุฒิภาวะอันนี้สำคัญ เพราะนี่คือความสามารถของสมองส่วนคิดที่มีเหนือกว่าสองส่วนหยาบ" คุณหมอกำมือให้ดู แล้วเปรียบเทียบให้ฟังว่า ส่วนที่เป็น Sex Center จะอยู่บริเวณนิ้วโป้ง ซึ่งถูกอีก 4 นิ้ว ซึ่งเป็นสมองส่วนคิดควบคุมเอาไว้ด้านใน

" เราต้องพัฒนาความสามารถของสมองส่วนคิด ซึ่งประกอบด้วย การเลี้ยงดูของพ่อแม่ การศึกษาที่โรงเรียน วัฒนธรรม และสื่อมวลชน เพราะสิ่งเร้าอารมณ์ทั้งหลายมันกระตุ้นสมองส่วนหยาบ แต่ตอนนี้เหมือนพ่อแม่กำลังเลี้ยงลูกตามสมองส่วนหยาบ อยากได้อะไรก็ต้องได้ทันที เด็กเลยรอไม่เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างเร็วหมด แล้วถ้าเด็กอยากได้อะไรแล้วต้องได้ เราจะสอนให้เขาควบคุมในเรื่องเพศได้อย่างไร และจะสอนให้เขาตระหนักใน คุณค่าตัวเองได้อย่างไร ถ้าเด็กรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเพราะเพื่อนๆ มีแฟนกันหมดแล้วตัวเองไม่มี แล้วฉันต้องให้มีผู้ชายมารักฉันให้ได้ เพื่อจะได้รู้สึกว่าคุณค่ามีเยอะ แต่ถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นทิ้งไปแล้ว คุณค่าของฉันลดลงด้วย จนต้องฆ่าตัวตาย แบบนี้เรียกว่ารักตัวเองไม่เป็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้คือวัคซีน คือภูมิต้านทานที่ต้องเกิดขึ้นในการเลี้ยงลูก

" ผมว่าพ่อแม่ควรเป็นเพื่อนกับลูก ไม่ว่าจะมีการวิจัยกี่ปีๆ ก็บอกว่าเด็กจะคุยกับเพื่อนหมด เขาไม่กล้าคุยเรื่องเพศหรือปรึกษาปัญหาชีวิตต่างๆ กับพ่อแม่ เพราะเขาประเมินแล้วว่าโอกาสถูกด่ามีมาก ผมจะบอกเสมอว่า เซ็กซ์ในวัยเรียนมีอยู่ 2 อย่างคือ เซ็กซ์โง่กับเซ็กซ์ฉลาด เซ็กซ์โง่ คือ โดนเขาหลอกกินไข่แดงแล้วยังไม่รู้ตัว เป็นเซ้กซ์ที่เกิดขึ้นโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ส่วนเซ็กซ์ฉลาดคือ 1. เซ็กซ์นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานความรักทั้งคู่ 2. รู้จักการป้องกันทั้งตั้งครรภ์ และติดเชื้อเอดส์ 3. เขาจะต้องมั่นใจแล้วว่าหลังจากมีเซ็กซ์ไปแล้ว เกิดอะไรก็ตามเขาจะต้องไม่มานั่งเสียใจทีหลัง เรามีหน้าที่ในการให้ข้อมูลกับวัยรุ่นเท่านี้ครับ ส่วนเรื่องของการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับเจ้าของอวัยวะเพศของตัวเอง เพราะฉะนั้นสอนลูกให้มีวิจารณญาณดีที่สุด

" ถ้าผมพูดกับลูกสาวตัวเอง ผมจะบอกเธอว่า ความหมายของลูกสาวคือ เด็กผู้หญิงที่พ่อแม่รักที่สุดในโลก พ่อแม่จึงอยากให้ลูกรักเนื้อรักตัวโดยการไม่พาตัวเองเขาไปอยู่ในสถานการณ์ เสี่ยง เพราะถ้าลูกสาวเป็นอะไรไปคุณพ่อคุณแม่หัวใจแตกสลาย

" แต่ถ้าผมมีลูกชาย ผมจะบอกเขาว่า ความหมายของลูกชายคือ เด็กหนุ่มที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ลูกชายตั้งใจเรียน เพื่อรับผิดชอบตัวเองและสามารถรับผิดชอบคนที่จะมาใช้ชีวิตคู่ ร่วมกันกับเราได้ รักพี่สาวรักคุณแม่อย่างไร เราต้องให้เกียรติสุภาพสตรีคนอื่นเช่นเดียวกัน"

เมื่อลูกเห็นคุณค่าในตัวเองแล้ว คุณหมอแนะให้ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์
" เราควบคุมสื่อไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ดูหนังกับลูกแล้วพูดคุยกันได้ ผมจะใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวจุดชนวนเปิดประเด็นที่จะคุยกับลูก แล้วฟังเขา อย่าคาดหวังว่าเราจะสอนอะไรเขา เพราะทุกวันนี้ผมไม่เคยสอนลูก ลูกมาสอนผมหมด เขารู้ดีกว่าเราแล้วฟังว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร อย่างในหนังสือพิมพ์เรื่อง การล่อลวงทางเพศ ว่านี่เขานัดเจอกัน แล้วผู้หญิงนึกว่าจะเจอผู้ชายที่ถูกใจ แต่ผู้ชายมา 3 คน เขาก็ถูกรุมโทรม จะทำยังไงให้สิ่งนี้ได้เกิดกับลูกสาวของพ่อ หรือว่าในทีวีมีฉากจูบกัน ก็บอกลูกว่า เมื่อก่อนนี่เขาไม่จูบกันนะ เพราะการกอดจูบเป็นวัฒนธรรมต่างประเทศ เราก็ไม่กอดกัน เพราะว่าเราเป็นเมืองร้อน เราไม่จูบกันเพราะว่าคนไทยสมัยก่อนเคี้ยวหมาก แล้วก็กินอาหารรสจัด เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราสอนเรื่องวัฒนธรรมได้ ลูกคิดยังไง พ่อคิดยังไง เราก็มาแลกเปลี่ยนกัน"

ให้ลูกมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และมีวิจารณญาณกับเรื่องต่างๆ รอบตัว แม้สิ่งเร้าภายนอกจะแรงแค่ไหน ก็ไหวได้แค่กิ่งใบ ไม่สามารถหักกลางลำได้แน่ค่ะ


(update 28 มกราคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 พฤศจิกายน 2546 ]
 
 

[ ที่มา...http://www.elib-online.com/doctors47/teen_star001.html ]

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors47/teen_star001.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]