บทความเกี่ยวกับ วัยรุ่น
คนเป็นคนที่ - 3034 [Date : 19 เม.ย. 2553 ]   
 
วัย 14 : ผมเป็นผมเอง
 
วันที่ 19 เม.ย. 2553   โดย พัฒนา สุจริตวงศ์
 
 

วัย 14 : ผมเป็นผมเอง


คุณพ่อคุณแม่คงจะสังเกตเห็นจากแนวพัฒนาการของเด็กวัยพรีทีน และทีนเอจ ที่นำเสนอในไลฟ์ แอนด์ แฟมิลี่ มาตลอดว่า เด็กๆ นั้นพัฒนาการของเขาจะเป็นจังหวะ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเหมือนอย่างน้ำขึ้นน้ำลง จากพฤติกรรมก้าวออกสู่โลก แล้วก็ถดถอยเข้าสู่โลกของตัวเอง ก้าวหน้า แล้วก็ถดถอย…อย่างนี้หลายครั้ง

บางคนท้วงว่าไม่ใช่จังหวะแบบน้ำขึ้นน้ำลง เพราะพฤติกรรมเด็กนั้น เมื่อก้าวขึ้นมาแล้วจะไม่ได้กลับไปที่เดิม หากเหมือนๆ ตะปูควง ที่มันหมุนควงจากทางซ้ายแล้วไปขวา กินเนื้อไม้ได้หน่อย แล้วก็กลับไปทางซ้าย แล้วก็ไปทางขวาทุกครั้งที่หมุนก็จะกินเนื้อไม้ลึกลงไปเรื่อยๆ ปลายตะปูไม่ได้อยู่ที่เดิม หรือย่ำอยู่กับที่ ปลายของมันแทงลึกลงไปตลอดเวลาที่ถูกหมุนควง

นั้นหมายถึงว่า แม้จะเข้าสู่ถดถอย แต่เด็กๆ ก็ไม่ได้ถอยกลับไปที่เดิม แต่เขาถอยเข้าไป ณ ที่ใดที่หนึ่งที่เขาปลอดภัย แล้วจึงออกมาสู่โลกกว้าง

ฉะนั้น ทุกครั้งที่ผ่านช่วงถดถอย จึงไม่มีอะไรที่พ่อแม่จะต้องลำบากใจจนเกินไป เพราะอีกไม่นานเขาก็จะก้าวหน้าเข้าสู่จังหวะใหม่ต่อไป

นี่คือจังหวะของธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ทุกคน ต่างกันเพียงที่ระยะเวลา และความหนักหน่วงของอาการแสดงออกเท่านั้นเอง


  หาตัวตน
สิบสี่เป็นวัยที่กล่าวไปใน 2 ตอน ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะออกสู่โลกกว้าง และเป็นช่วงชีวิตที่ค่อนข้างสมดุล

ตอนสิบสาม พี่แกหมกเป็นหมีดุอยู่ในถ้ำ ค้นหาตัวเองและสร้างเสริมพละกำลังกาย-ใจของตนเอง เพื่อพยายามสร้างสำนึกแห่งความเป็นตัวเราขึ้น ถึงวันนี้ ประมาณสิบสี่ปี เจ้าหมีดุก็อยากเอาสำนึกแห่งตัวตนออกมาจากถ้ำ มาติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นๆ

พออกมาสัมพันธ์กับคนอื่นแล้วได้เห็นคนอื่น ได้รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร…นี่เอง จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ยืนยันเข้มแข็งที่สุดแก่ตัววัยสิบสี่ว่า ตัวตนของเรานั้นน่าเป็นอย่างไร ควรแตกต่างจากคนอื่นตรงไหน เขาจะเริ่มเล็งแล เปรียบเทียบตัวเองหรือตับคู่เทียบกับคนโน้นคนนี้

การเห็นคนอื่นๆ เยอะๆ เป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะใช้ในการฟอร์มตัวของเขาเอง

  ตามอย่างเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ด้วยวัยที่ยังไม่แข็งกล้า ความเป็นตัวของตัวเองยังก่อรูปร่างได้ไม่แข็งตัวเต็มที่ วัยสิบสี่จึงดูเหมือนจะสร้างความปลอดภัยในใจ ด้วยการพุ่งเข้าหาคนอื่น หาเพื่อน (ต่างจากปีก่อนที่ตีตัวออกห่าง… หมกตัวอยู่คนเดียว) เขาจะพยายามทำตัวให้เหมือนเพื่อนเอาไว้ให้มากที่สุด แต่งตัวให้เหมือนกัน ทำท่าทางคล้ายๆ กันพูดจาภาษาเดียวกัน หรือแม้แต่คิด ก็พยายามจะคิดคล้ายกับเพื่อนที่เลือกสรรแล้วให้มากที่สุด

ความคิดของวัยสิบสี่เขาจะวนเวียนอยู่กับว่า…ตัวเองเหมือนเพื่อนไหม ถ้าเหมือน ก็จะสบายใจว่าฉันนั้นเป็นปกติ และถ้าไม่เหมือน ส่วนมากก็จะไม่ชอบใจในสิ่งที่ตนเองเป็น… รูปร่างหนูไม่เหมือนของนุ่นเลย ทำไมผมจะซื้อเสื้อแบบโจ้ไม่ได้ ใครๆ ในกลุ่มเขาก็ใส่กันทั้งนั้น หนูต้องไปขึ้นรถพร้อมเพื่อน พ่อแม่ไม่ต้องไปส่งค่ะ ไม่มีพ่อแม่ของใครไปส่งหรอก…

เจอเข้าแบบนี้…พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็เซ็ง…ไปตามๆ กัน…เป็นทาสของเพื่อนไปแล้วหรือไร
ทีพ่อแม่พูดอะไรไม่ถูกใจไปหมด
แต่เพื่อนพูด…ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าผิดหรือถูก…ตามอย่างกันไว้ก่อนทุกเรื่อง อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเพื่อนละก็ จะเป็นจะตายได้ง่ายๆ ทีเดียว

ถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่เราควรเข้าใจว่า การเข้าหาเพื่อนเป็นช่วงจังหวะที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง สำหรับการเริ่มต้นสร้างตัวตนในวัยรุ่น ถ้าไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกันให้เขาเรียนรู้ ก็เป็นการยากที่เขาจะสร้างตัวตนของเขาขึ้นมา

  เอาชนะพ่อแม่
และเราจะเห็นกับตาทีเดียวว่า ในวัยที่ก้าวออกมาจากถ้ำนั้น พวกเขาจะออกมาอย่างมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตา มีความสนุกสนานขึ้น มีเรื่องเยอะแยะมากมายที่อยากจะไปทำกับเพื่อนกับสังคมกับโลกกว้าง อยากเล่นกีฬา ชอบออกเดินทาง สนใจทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เอาจริงเอาจังกับการฟังดนตรี

ตรงนี้น่าดีใจใช่ไหมคะ เห็นลูกมีความสุขขึ้น พ่อแม่คนไหนๆ ก็ดีใจ คราวนี้จะได้ไม่ต้องเห็นหน้านิ่วหน้าบูด ที่วันๆ มีแต่เรื่องไม่ชอบอกชอบใจ แว้ดๆ ใส่กันอย่างปีก่อนๆ
แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำใจในประเด็นใหม่ ค่ะ
เพราะเมื่อถึงวัยที่เขาออกจากถ้ำ นอกจากสำนึกของความเป็นตัวของตัวเอง ที่จะออกไปเรียนรู้กับคนอื่นในโลกกว้างแล้ว สิ่งที่พัฒนามาพร้อมๆ กันก็คือ
ความต้องการแยกตัวออกจากโลกของผู้ใหญ่…โดยเฉพาะโลกของพ่อแม่!!!

นักวิชาการฝรั่งจาก Gesell Institute of Human Development ตั้งข้อสังเกตทางจิตวิทยาว่า ดูๆ ไปคล้ายกับว่าวัยสิบสี่นั้นจะไม่มีทางรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จและเป็นคนที่สมบูรณ์แล้ว ตราบที่ยังไม่เทียบเท่าหรือนำหน้าพ่อแม่ แต่ไอ้การที่จะเอาชนะพ่อแม่ได้จริงนั้นเป็นเรื่องยาก วิธีที่จะสร้างความรู้สึกชนะได้ก็มีแต่ต้องเอาพ่อแม่ให้ลงในทางจิตวิทยา ด้วยการแสดงท่าทีว่า ชนะ

พ่อแม่วัยนี้จึงมักจะเผชิญเรื่องหงุดหงิดใจตรงที่ว่า ไอ้เจ้าท่าทางขี้หงุดหงิดเบื่อโลกเมื่อปีที่แล้ว ของไอ้หนุ่มวัยสิบสามมาปีนี้กลับกลายเป็นท่าทางยโส อวดดี จองหองกับพ่อแม่…

  ในบ้านนอกบ้าน…คนละคน ?
โปรดเข้าใจว่า วัยสิบสี่จะประพฤติตัวในบ้านกับนอกบ้านต่างกัน ที่บ้านพ่อแม่อาจจะบอกว่า เอาแต่เรื่องของตัวเองไม่ดูแลคนอื่น ไม่ดูแลบ้าน แล้วก็ขี้เกียจ (งานบ้าน)…ถ้าไปตำหนิติว่าเขาอย่างนั้นเข้า เขาเป็นโกรธปุดๆ " ทีเพื่อน ทีคุณครู ทีคุณแม่ของนุ้ยไม่เคยว่าหนูอย่างนี้ มีแต่ชมว่าหนูมีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่น กระตือรือร้น ให้ทำอะไรก็แข็งขัน…ฮือ ฮือ คุณแม่น่ะจับผิดหนู เกลียดหนู ใส่ร้ายหนู…"

ความจริงก็คือ เพื่อนๆ กับคุณครู กับคุณแม่ของนุ้ยคงจะเห็นสาวน้อย น่ารัก อย่างนั้นจริงๆ
ส่วนภาพที่คุณพ่อคุณแม่เห็นสาวน้อย ก็เป็นอย่างที่เข้าใจนั่นแหละค่ะ
ทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครมองผิดหรอกค่ะ เพราะสาวน้อยทำตัวในบ้านกับนอกบ้านไม่เหมือนกัน…!!!
แต่ไม่ใช่ความผิดหรืออาการหน้าไหว้หลังหลอกอะไรทำนองนั้นนะคะ แต่มันเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติอย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เขาต้องการจะออกสู่โลก เขารู้สึกดี เป็นมิตรกับโลก เขากระตือรือร้นต่อโลก แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เกิดปมทางจิตวิทยาที่ต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ เขาอยากเอาชนะ เขาไม่อยากเชื่อถือ ไม่อยากให้ความร่วมมือ
เพื่อที่เขาจะบอกตัวเองได้ว่า ฉันก็เป็นตัวฉันแล้ว…

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือพัฒนาการที่เราพบเห็นได้ในเด็กวัยสิบสี่ ในด้านที่เกี่ยวกับการบ่มเพาะ ความเป็นตัวของตัวเองค่ะ…แต่อาการเหล่านี้ก็ยังมีขึ้นมีลง เหวี่ยงเปะปะไปมาอยู่บ้างนะคะ อย่าไปเข้าใจว่า เมื่อพัฒนาตามนี้แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาล
อาจจะเหวี่ยงกลับไปเป็นอาการวัยสิบสามบางครั้งบางคราวก็ได้
มันเป็นระยะแรกของการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองค่ะ

  แล้วพ่อแม่เราจะทำอย่างไรดี
ก่อนอื่น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจในพัฒนาการตามธรรมชาติของเขา ตามที่อ่านมาทั้ง 3 ตอน… เข้าใจว่า "เออ…มันเป็นทำนองนี้เอง" (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องเป็นแบบนี้ทั้งหมดนะคะ แนวใหญ่ๆ จะคล้ายกัน แต่รายละเอียดของแต่ละบุคคลยังมีต่างๆ กันไป ตามธรรมชาติอันเป็นปัจเจกบุคคลของมนุษย์เรา)
คงจะพอทำให้เราไม่หงุดหงิดด้วยความไม่รู้ "มันจะเอายังไงของมัน (วะ)"
ฉะนั้น…
1. เมื่อเรารู้…เราก็พอจะทำใจได้กับสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ของเขา เวลาเขาทำท่าจองหองก็จะได้ไม่โกรธ "…เด็กเอ๋ยเด็ก…อยากแสดงตัวว่าเก่ง ก็ต้องทำท่ายังกะลูกแมวขู่หมา…" พอไม่โกรธไม่โมโห เรื่องราวก็ไม่เกิด ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่โตจนเข้าหากันไม่ได้ มันคงจะทำให้เราใจเย็นขึ้น

2. เมื่อรู้ว่าเขาพร้อมที่จะออกสู่โลกกว้าง พ่อแม่เราคงจะต้องเตรียมตัวออกคู่ไปกับเขาบ้าง ชวนเขาออกไปทำกิจกรรมที่เขาชอบด้วยกัน ทำให้เขาเห็นว่าพ่อแม่ก็ทำตัวสบายๆ ไปกับเขาได้ เขาอยากมีเพื่อน…เราก็เป็นเพื่อนกันได้

3. เพื่อนของเขาเป็นอะไร อย่างไร เรารับฟังได้ หาวิธีที่จะสื่อสารกับเพื่อนๆ ของเขา การเชิญเพื่อนๆ ลูกมาเล่นกันทำกิจกรรมกันที่บ้านของเรา โดยเราเปิดโอกาส สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ก็จะทำให้เขารู้ว่าพ่อแม่นั้นยอมรับเพื่อนของเขานั่นคือยอมรับเขานั่นเอง

4. วัยนี้เขาไม่อยากให้พ่อแม่มา ข่ม ก็เขากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว???!! ดังนั้น ท่าทีสั่งสอนว่ากล่าวตำหนิอย่างกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ ไม่เหมาะเสียแล้ว เขาต้องการท่าทีที่ยอมรับว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง จะตำหนิติว่าก็ขอให้เป็นแบบผู้ใหญ่พูดกับผู้ใหญ่ด้วยกันเถอะคร้าบบ…

5. แต่กับท่าทีที่ไม่งามของเขา ไม่ว่าจะเป็นการตีตัวออกห่าง ท่าทีแบบไม่เคารพ ฯลฯ นั้น ค่อยๆ หาทางพูดกันเมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะของคนไทยเรา แม้เราจะเข้าใจพัฒนาการธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมรับอย่างยอมจำนน ลูกจะเอายังไงก็ได้ หากแต่เราจะต้องช่วยให้เขาค่อยๆ เข้าใจว่า การจะเป็นผู้ใหญ่นั้น เนื้อแท้อยู่ที่ใด…หาใช่ด้วยท่าทีที่ไม่เคารพหรือรุกรานพ่อแม่แต่อย่างใด
คุณพ่อคุณแม่คงจะเห็นนะคะว่า วัยสิบสี่กับความเป็นตัวของเขา…ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกค่ะ


(update 25 พฤศจิกายน 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 61 เมษายน 2544 ]
 
 

[ ที่มา...http://www.elib-online.com/doctors45/teen_teen014.html ]

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors45/teen_teen014.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]