บทความเกี่ยวกับ เบี่ยงเบน
คนเป็นคนที่ - 3433 [Date : 19 เม.ย. 2553 ]   
 
กลัวลูกชายเป็นลูกสาว
 
วันที่ 19 เม.ย. 2553   โดย น.พ.พนม เกตุมาน
 
 
กลัวลูกชายเป็นลูกสาว
 

[คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2542]

กลัวลูกชายกลายเป็นลูกสาว


การมีลูกชายคนเดียวท่ามกลางพี่น้องผู้หญิงหลายคน เป็นปัญหาน่าปวดหัวอีกเรื่องหนึ่งของหลายครอบครัว ด้วยเกรงลูกชายจะกลายเป็นลูกสาว คุณพ่อบ้านนี้ ก็มีเรื่องหนักอกทำนองเดียวกัน แถมพกด้วยปัญหา ลูกปัสสาวะรดที่นอน และพูดไม่มีหางเสียง ที่หลายครอบครัวอาจจะประสบอยู่ คำถามเหล่านี้มีคำตอบคะ


ผมและภรรยามีลูกสาว 2 คน อายุ 17 และ 14 ปี คนเล็กเป็นผู้ชายอายุ 10 ขวบ ความจริงครอบครัวก็อบอุ่น สุขสบายดีแต่ลูกชายกลับมีปัญหาที่ผมเป็นห่วงอยู่ 3 เรื่องก็คือ

  • ปัสสาวะรดที่นอนทุกคืน
  • ชอบทำกิจกรรมแบบผู้หญิง เช่น ถักกระเป๋า เล่นตุ๊กตา กระโดดยาง ตี่จับ ฯลฯ
  • ไม่ค่อยยอมพูด หรือพูดไม่มีหางเสียง ไม่ว่าจะเป็นใคร พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลูกค้าที่มาซื้อของทีร้าน จะยอมพูดเฉพาะกับครูที่โรงเรียนเท่านั้น ผมคิดว่าแกคงไม่มีเจตนาจะเสียงแข็ง แต่อายที่จะพูดมากกว่า

อยากจะเรียนถามคุณหมอเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

  1. ทำอย่างไรลูกชายจึงจะเลิกปัสสาวะรดที่นอน ปลุกขึ้นมา เข้าห้องน้ำแกก็ไม่ยอมตื่น ลุกมาแล้วล้มตัวลงนอนอีกแบบคนขี้เซา แต่ก่อนนอนก็ให้แกปัสสาวะแล้วทุกคืนนะครับ
  2. ลักษณะที่ออกเป็นผู้หญิงแบบนี้จะต้องแก้ไขหรือไม่ มีวิธีการอย่างไรบ้างครับ
  3. ผมพยายามโน้มน้าวใจให้ลูกชายพูดมีหางเสียงหลายครั้ง ชี้ให้เห็นว่าถ้าทำดีก็ไม่ต้องอาย แต่ไม่ได้ผล อย่างมากก็เปล่งเสียงออกมาอย่างเบาที่สุด "อั๊บ" เท่านั้นเอง ผมควรทำอย่างไรดีครับ

สัมพันธ์/ศรีสะเกษ


คุณสัมพันธ์เป็นคุณพ่อของลูก 3 คน สองคนโตเป็นวัยรุ่นแล้ว ไม่มีปัญหาใดๆ แต่คนที่สามอายุ 10 ขวบ มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ปัสสาวะรดที่นอนทุกคืน ชอบทำกิจกรรมของเพศหญิง และพูดไม่มีหางเสียง อยากจะแก้ไขปัญหาทั้งสามประการนี้

ปัญหาข้อแรก --- เรื่องปัสสาวะรดที่นอน ลูกชายคุณสัมพันธ์ยังไม่มีทีทำว่าจะหยุดเลย ตามปกติเด็กจะเลิกปัสสาวะรดที่นอนในวัย 2-3 ขวบ เพราะพัฒนาการของเขาจะพร้อมในการควบคุมการขับถ่าย (ทั้งอุจจาระและปัสสาวะ) เขาจะปัสสาวะกลางคืนลดลงเรื่อยๆ จนเมื่อพ้นวัยอนุบาล (4-6 ปี) ก็จะไม่มีการปัสสาวะรดที่นอน

เด็กคนใดยังมีปัสสาวะรดที่นอนในวัย 6 ขวบขึ้นมา สมควรปรึกษาแพทย์นะครับเพราะจำเป็นต้องแก้ไข สาเหตุของการปัสสาวะระที่นอนอาจเกิดจากพันธุกรรม (พ่อแม่หรือญาติๆ ทางพ่อแม่มีใครปัสสาวะรดที่นอนจนโต) หรือเป็นจากพัฒนาการบางด้านช้าอยู่เช่น พัฒนาการทางอารมณ์ ทำให้เด็กไปควบคุมตัวเองในเวลาหลับ (ความจริงเวลาหลับ เราจะรู้สึกเหมือนไม่ได้ควบคุมตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว จิตใต้สำนึกของเรายังทำงานและควบคุมตัวเอง ให้กลั้นปัสสาวะไว้ตอนกลางคืนได้)

เด็กบางคนเคยแห้งมาหลายปี พอแม่มีน้องใหม่ กลับไปปัสสาวะรดที่นอนอีก เป็นการถดถอยของพัฒนาการ ทำให้เสียการควบคุมตนเองในเวลาหลับไป คล้ายๆ กลับไปเป็นเด็กเล็ก ๆ อีกครั้งหนึ่ง

เด็กบางคนเวลาเครียดหรือซึมเศร้า ก็กลับไปปัสสาวะรดที่นอนอีกเหมือนกัน แสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และการควบคุมการถ่ายปัสสาวะ ในเวลาหลับ

เด็กบางคนไม่เคยถูกฝึกให้ควบคุมตัวเอง ไม่เคยถูกเอาจริงกับการปัสสาวะรดที่นอน เขาก็จะรู้สึกไม่กระตือรือร้นกับการแก้ปัญหานี้ บางคนใส่แพมเพอรส์ (ผ้าอ้อมกระดาษ) ตั้งแต่เล็ก ก็จะไม่เรียนรู้จะกลั้นปัสสาวะตอนกลางคืน เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ เอาใจ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่รับผิดชอบอะไร ก็มีโอกาสเกิดอาการปัสสาวะรดที่นอนได้ เนื่องจากพัฒนาการทางอารมณ์ยังช้าอยู่

พัฒนาการทางอารมณ์ ซึ่งสำคัญในการเลิกปัสสาวะรดที่นอน คือ การรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง รู้จักฝืนใจทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ ตั้งใจทำอะไรให้ดีได้ดี รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และควบคุมตนเองให้สม่ำเสมอให้ได้

วิธีการแก้ไขต้องใช้หลักการพฤติกรรมบำบัดดังนี้ครับ

  • ให้เด็กรับผิดชอบบันทึกความถี่ของการปัสสาวะรดที่นอน ด้วยตนเอง อาจใช้เครื่องหมายพิเศษ (เช่นดาว) บันทึกปฏิทินในวันที่ไม่ถ่ายปัสสาวะกลางคืน คืนใดแห้งนอกจากได้ดาว ยังมีคำชมของพ่อแม่ด้วย แต่ถ้ายังเปียกอยู่ให้เฉยๆ ไว้ก่อน อย่าไปดุด่าว่ากล่าว หรือลงโทษรุนแรง เพราะจะทำให้เกิดความเครียด และเสียความสัมพันธ์ที่ดียิ่งทำให้อาการมากขึ้น

  • ถ้าเด็กปัสสาวะรดที่นอน เช้าวันรุ่งขึ้น ให้รับผิดชอบเอาผ้าไปซักหรือตากด้วยตัวเอง มากเท่าที่เขาจะทำได้ โดยไม่ต้องดุหรือทำโทษ การให้เขาทำงานเช่นนี้ก็ไม่ใช่การลงโทษ เป็นการฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา

  • ฝึกเด็กให้มีความตั้งใจจะเลิกปัสสาวะรดที่นอน โดยวิธีอื่นๆ เช่น หลังอาหารเย็นให้เพลาๆ เรื่องอาหารและน้ำ งดน้ำอัดลม (พวกที่มีกาเฟอีน เช่น เครื่องดื่ม น้ำดำทั้งหลาย จะทำให้ปัสสาวะกลางคืนได้เยอะ ควรงดให้หมด แต่ดื่มก่อนอาหารเย็นได้) ฝึกให้เด็กนอนตรงเวลา ถ่ายปัสสาวะก่อนนอนลุกขึ้นมาปัสสาวะตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ถ้าจะปลุกให้เด็กมาถ่ายปัสสาวะ ควรปลุกให้ตื่นเต็มที่ เหมือนคนทั่วๆ ไปที่มีสติสัมปชัญญะดีก่อน เด็กขี้เซาบางคนปลูกยาก ถ้าปลุกแล้วตื่นไม่เต็มที่ถ่ายทั้งอย่างนั้นก็มักไม่ได้ผลเช่นกันครับ

  • ฝึกความมีระเบียบวินัย รับผิดชอบเรื่องอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้ไปได้ดีด้วย
  • ลดการดุด่าว่ากล่าว ตำหนิ ลงโทษเพราะไม่ได้ผล และอาจทำให้ปัญหามากขึ้น
  • ตรวจสอบปัญหาทางจิตใจอารมณ์ด้านอื่นๆ และแก้ไขปัญหาตามสาเหตุ

ปัญหาข้อที่สอง --- คือลักษณะพฤติกรรมออกมา เป็นแบบผู้หญิง หมอคิดว่าควรต้องแก้ไข เพราะมีโอกาสที่ลูกจะเลิกพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้ และการช่วยเหลือในระยะนี้ยังพอมีโอกาสบ้าง วิธีการแก้ไขต้องเริ่มต้นจากพ่อแม่ ดังนี้ครับ

  1. ให้พ่อมาใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกชายมากขึ้น ทุกรูปแบบ
  2. ให้แม่เริ่มห่างเด็ก เปิดโอกาสให้พ่อใกล้ชิดแทน
  3. ตรวจสอบพูว่ามีคนใกล้ชิดคนใดที่มีโอกาส จะเป็นแบบอย่างผิดเพศแก่เด็ก เช่น ญาติพี่น้องภายในบ้าน เป็นผู้หญิงหมดหรือเพื่อนๆ ที่สนิทกันก็เบี่ยงเบนทางเพศด้วย ถ้ามีต้องหาทางป้องกัน อาจต้องร่วมมือกันทั้งบ้านและโรงเรียน เพื่อจัดสิ่งแวดล้อมให้ขามีโอกาสเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ให้มากขึ้นกลายเป็นปัญหาในการปรับตัวเหมือนกัน
  4. พ่อชวนเขาออกกำลังกาย โดยพิจารณาตามความชอบของเขาด้วย ที่ได้ผลมี 4 ประเภทคือ วิ่งจ๊อกกิ่ง ว่ายน้ำ จักรยาน และเต้นแอโรบิก ไม่ควรแนะนำกีฬาที่โลดโผนรุนแรงเพราะเขาจะไม่ชอบ และไม่ยอมเข้าร่วม

ส่วนใหญ่ปัญหาจะหมดไปทีละน้อย เมื่อพ่อเริ่มเข้ามามีบทบาท ในการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์ดีๆ แล้ว เด็กจะถ่ายทอดแบบอย่างจากคุณพ่อเองครับ

ปัญหาข้อสุดท้าย --- คือ การพูดไม่มีหางเสียง ข้อนี้เด็กสมัยนี้เป็นกันเยอะ อาจจะเกิดจากการไม่เอาจริง ในการฝึกเด็กให้เข้าสังคมครั้งแรกๆ เด็กมักเรียนรู้ว่า ถ้าไม่มีหางเสียงก็ไม่เห็นเกิดปัญหาอะไร เพราะผู้ใหญ่เราไม่เอาจริงนั่นเอง ถ้าเราเอาจริงเสมอ เมื่อใดที่เขาไม่มีหางเสียงก็ควรส่งสัญญาณเตือน ให้เขารับกระทำทันที อย่างนุ่มนวลนะครับไม่รุนแรง เพราะจะทำให้เด็กไม่ชอบ หรือเสียใจ ต่อไปเขาจะไม่อยากมีหางเสียงอีก

อีกวิธีหนึ่งจะแนะนำคือ การให้คำชมทุกครั้ง ที่เห็นเขาพูดมีหางเสียง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดๆ

ลองสังเกตดูด้วยว่า เวลาอยู่บ้าน เขาพูดมีหางเสียง กับทุกคนหรือไม่ บางบ้านเด็กพูดกับพ่อไม่มีหางเสียง พ่อก็เฉยๆ ไม่เอาจริง หรือพ่อแม่จะไม่ว่าอะไร ถ้าเด็กพูดไม่มีหางเสียงกับคนใช้ (เพราะคิดว่าลูกไม่จำเป็น ต้องพูดมีหางเสียงกับคนใช้ หรือคนที่พ่อแม่คิดว่า อยู่ในระดับต่ำกว่า) ซึ่งหมอคิดว่าไม่ถูกต้อง การพูดเพราะควรทำได้กับทุกคน และถ้าเราเอาจริงเช่นนี้ ตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเด็กเลยครับ

ลองปฏิบัติดูนะครับ

น.พ.พนม เกตุมาน

 
 

[ ที่มา...http://www.elib-online.com/doctors/child_sex01.html ]

URL Link : http://www.elib-online.com/doctors/child_sex01.html

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]