บทความเกี่ยวกับ ผู้หญิง ผู้หญิง
คนเป็นคนที่ - 3752 [Date : 28 ม.ค. 2551 ]   
 
หลากข้อมูลรักษา...ชวนสับสน
 
วันที่ 28 ม.ค. 2551   โดย รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์
 
 

 

 

ในยุคที่ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคต่างๆ อย่างมากมายมาให้รับรู้กัน แล้วถ้าคำแนะนำที่ได้มีความแตกต่างไม่เหมือนกัน คุณผู้อ่านจะมีวิธีเลือกใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินอย่างไร คราวนี้ขอชวนคิดชวนคุยเรื่องนี้กันครับ

เมื่อพูดถึงการดูแลรักษาผู้ป่วย ในความคิดของหมอผู้ดูแลรักษาก็คือ อยากให้การรักษาอย่างดีที่สุดเช่นกัน และถ้าคิดในแง่ของผู้มารับบริการไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทุกคนก็อยากได้รับการรักษาที่ดีทีสุด ให้หายดีที่สุดเช่นเดียวกัน

แต่ในโลกของความเป็นจริง ในการรักษาโรคหนึ่งๆ มันมีปัญหามากมาย ทั้งในแง่ที่ว่าโรคแต่ละโรคที่เป็นกันแต่ละคนอาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน โรคบางโรคมีวิธีการรักษาได้หลายวิธี โรคบางโรคไม่ต้องรักษาก็หายก็มีนอกจากนี้เมื่อเวลาเปลี่ยนไปความก้าวหน้าในการดูแลรักษาโรคก็เปลี่ยนแปลงไปตามด้วย วิธีการรักษาที่เคยเชื่อว่าดีในสมัยก่อนกลับเป็นวิธีการรักษาที่พบภายหลังว่าไม่มีประโยชน์หรือมีโทษก็มี

ในปัจจุบันถ้าคุณแม่ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคต่างๆ อยู่เป็นประจำจะพบว่ามันมีมากเสียจนติดตามกันไม่หวาดไม่ไหว นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้มาก็ยังมีปัญหาอีกสารพัดเช่น ข้อมูลบางอย่างก็อ้างงานวิจัยที่ไม่บอกรายละเอียดของการวิจัยว่าทำอย่างไร ข้อมูลบางอย่างก็เขียนลอยๆ โดยไม่ระบุแหล่งที่มา ข้อมูลบางอย่างก็อ้างงานวิจัยที่ไม่บอกรายละเอียดของการวิจัยว่าทำอย่างไร ข้อมูลบางอย่างก็ส่อเจตนาชวนเชื่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท และยังมีปัญหาจิปาถะอีกมากมายจาระไนไม่หมด

ในวงการแพทย์เองก็มีปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลในการรักษาผู้ป่วยเหมือนกันว่า จะเชื่อข้อมูลไหนดี ถ้าข้อมูลที่มีสอดคล้องกันก็ค่อนข้างง่ายในการตัดสินใจ แต่ถ้าข้อมูลขัดแย้งกันชนิดตรงกันข้ามเลย อย่างนี้หมอก็เครียดเหมือนกันว่าจะเอาวิธีไหนดีในการรักษาผู้ป่วย

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ในวงการแพทย์เองจึงมีผู้พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยกันอย่างขะมักเขม้น โดยรวบรวมงานวิจัยต่างๆ ที่คัดสรรเอาเฉพาะที่เชื่อถือได้ แล้วนำมารวมกันเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลรักษาแต่ละโรค

 

ข้อมูลในการรักษา

ในปัจจุบันวงการแพทย์ได้แบ่งกลุ่มวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

·        การดูแลรักษาที่มีประโยชน์แน่นอน

·        การดูแลรักษาที่น่าจะมีประโยชน์

·        การดูแลรักษาที่มีทั้งประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน

·        การดูแลรักษาที่ยังสรุปไมได้ว่ามีประโยชน์หรือโทษอย่างไรหรือไม่

·        การดูแลรักษาที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์หรืออาจมีอันตรายได้บ้าง

·        การดูแลรักษาที่มีประโยชน์แน่นอน หรือมีอันตรายซ้ำเติมด้วย

จากแนวคิดที่กล่าวข้างต้น ผมอยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการดูแลรักษาคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในบางประเด็นที่คิดว่าถูกถามบ่อยๆ ว่าควรทำอย่างไร

 

อาหารเสริมและวิตามิน

มีผู้พยายามศึกษากันมากมายที่จะสรรหาที่คิดว่ามีประโยชน์ในการบำรุงครรภ์และช่วยให้ลูกมีพัฒนาการของร่างกายและสมองที่ดี ข้อมูลที่มีในขณะนี้พบว่าการให้ผู้หญิงที่คิดจะตั้งครรภ์รับประทานกรดโฟลิกหรือโฟเลตเสียตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน มีประโยชน์อย่างแน่ชัดในการป้องกันโรคที่เกิดจากการสร้างสมองส่วนไขสันหลังผิดปกติ

ส่วนการรับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินอื่นๆ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี หรือน้ำมันปลา ข้อมูลที่มีขณะนี้ยังบอกไม่ได้หรือไม่รู้ว่ามีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์จริงหรือไม่ ที่เห็นโฆษณากันส่วนมากก็มักได้ข้อมูลจากการศึกษาที่มีคุณภาพยังไม่ดีพอเกือบทั้งนั้น

การรับประทานวิตามินบางอย่างในปริมาณสูงๆ เช่นวิตามินเอ ซึ่งมีมากในน้ำมันตับปลา พบว่านอกจากจะไม่มีประโยชน์มากมายอะไรแล้ว ยังมีอันตรายต่อทั้งแม่และลูกอีกด้วย เพราะอาจจะทำให้เกิดปับหาผิวลอก ไตวายได้

 

การตรวจอัลตราซาวนด์

การตรวจอัลตราซาวนด์ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์พบว่า ช่วยบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น อายุครรภ์ โอกาสที่จะแท้งความผิดปกติของทารกในครรภ์ ซึ่งผลการตรวจจะช่วยให้การวางแผนดูแลรักษาของคุณหมอทำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการตรวจพร่ำเพรื่อพบว่าประโยชน์ที่ได้ไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ คือเสียเงินค่าตรวจไม่น้อย

 

การใช้ยาแก้ท้องลาย

ผู้หญิงกับความงามเป็นของคู่กัน เวลาตั้งครรภ์ปัญหาหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่อยากเจอเลยก็คือ “ท้องลาย” หลายคนจึงพยายามหาสารพัดครีมหรือยามาทาป้องกันหรือรักษากันอย่างไม่ยอมย่อท้อ บริษัทผู้ผลิตยาหรือครีมเหล่านี้ก็พยายามโฆษณาว่ายาหรือครีมของตัวมีประสิทธิภาพดี ป้องกันหรือรักษาท้องลายได้ชะงัด

ข้อมูลที่มี ณ ปัจจุบัน ยังไม่มียาหรือครีมชนิดใดเลยที่ได้ผลในการป้องกันหรือรักษาท้องลายได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ไอ้ที่คุยว่ากันท้องลายได้ก็ไม่แน่จริงหรือเปล่าเพราะบางคนไม่ทายาท้องก็ไม่ลายอยู่แล้ว ผมมีคุณแม่บางคนที่ฝากท้องกับผมแล้วซื้อครีมกระปุกละหมื่นบาทมาทาตั้งแต่ก่อนจะตั้งท้องด้วยซ้ำ เวลาท้องผมก็เห็นท้องลายเต็มไปหมดเลยก็มีขณะที่บางคนไม่ใช้ครีมอะไรแต่ท้องไม่ลายก็มีเยอะไป

 

เกี่ยวกับการคลอด

เดิมทีเวลาคลอดคุณแม่มักจะถูกรับตัวไว้ในห้องคลอดโดยห้ามญาติหรือสามีเข้าไปอยู่ด้วย เพราะเกรงใจว่าจะไปเกะกะการทำงาน หรือเอาเชื้อโรคจากภายนอกเข้ามาในห้องคลอด แต่ปัจจุบันงานวิจัยส่วนมากให้ข้อสรุปในแนวเดียวกันเกือบทั้งหมดว่า การอนุญาตให้สามีหรือญาติเข้าไปอยู่ด้วยขณะเจ็บครรภ์คลอดเป็นสิ่งที่คุณหมอควรสนับสนุนเพราะทำให้คุณแม่ลดความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียดลงได้อย่างมาก ช่วยให้การคลอดดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่เจ็บทรมาน และเวลาเบ่งคลอดคุณแม่ส่วนมากก็จะให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้การคลอดราบรื่นและจบลงด้วยความสุข

สมัยก่อนเวลาจะคลอด คุณแม่มักจะได้รับการโกนขนบริเวณปากช่องคลอดและท้องน้อยรู้สึกว่าถ้ามีขนมันดูสกปรก ขณะนี้มีข้อมูลชัดเจนจากการวิจัย การโกนขนจะยิ่งสร้างปัญหา เพราะการโกนขนออกจะทำให้เกิดรูที่ผิวหนังทำให้เชื้อโรคเข้าไปง่ายขึ้นด้วยซ้ำ

นอกจากการโกนขนแล้ว ในอดีตคุณแม่ส่วนมากมักได้รับการสวนอุจจาระก่อนคลอดด้วย เนื่องจากความเชื่อที่ว่าเวลาเบ่งคลอดจะได้สะอาด ไม่มีอุจจาระมาปนเปื้อน แต่ความจริงที่ได้จากการวิจัยในปัจจุบันชี้ชัดว่าการสวนอุจจาระนอกจากไมได้ประโยชน์แล้ว ยังอาจมีโทษด้วยเพราะขณะคุณแม่เบ่งคลอด การสวนอุจจาระพุ่งเป็นน้ำ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ง่ายในขณะที่ถ้าไม่สวนคุณแม่จะถ่ายเป็นก้อน เก็บง่ายไม่กระจัดกระจาย ความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ได้รับการปฏิบัติมาอย่างยาวนานในบ้านเรา ผมได้ข่าวว่าหลายโรงพยาบาลเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีวิธีการเตรียมคุณแม่ที่จะคลอดกันแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี

 

ระบบบริการคุณแม่ตั้งครรภ์

โรงพยาบาลบางแห่งมีหน่วยงานดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์มากมายเต็มไปหมดจะทำบัตร ตรวจโรค ฉีดยา เจาะเลือด รับยาตรวจครรภ์ ต้องไปติดต่อกับหลายหน่วยงานและกับหลายกว่าจะครบก็รากเลือดหรือหอบพอดี ระบบบริการแบบนี้ดูเผินๆ ก็เข้าท่าดีเพราะดูเป็นระบบแต่ข้อมูลจากงานวิจัยออกมาแล้วว่า การดูแลรักษาแบบนี้ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ และออกจะมีโทษด้วยซ้ำ เพราะเป็นการรักษาแบบแยกส่วน ซึ่งทำให้คุณแม่รู้สึกว้าเหว่ เจอคนแปลกหน้าตลอดเวลาความสนิทสนมและความไว้วางใจก็ไม่เกิด เวลาไปคลอดที่ห้องคลอดก็ไม่รู้ว่าจะเจอใครบ้าง เป็นคนแปลกหน้าทั้งนั้นงานวิจัยในต่างประเทศบอกค่อนข้างชัดว่า การรักษาโดยกลุ่มคนน้อยๆ ไม่กี่คน แล้วให้การรักษาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนหลังคลอด จะทำให้คุณแม่คุ้นเคยวางใจ สบายใจ ไม่เครียด ไม่กลัว แถมการดูแบบนี้ไม่ต้องใช้พื้นที่ของอาคารมากมายอะไรเลย

 

ทำไมข้อมูลไม่เหมือนกัน

ถ้าอ่านตรงที่ผมยกตัวอย่างผู้ป่วยไว้ตอนต้น จะเห็นว่าในปัจจุบันคุณแม่อาจจะได้รับข้อมูลจากคุณหมอต่างคนกันในลักษณะที่อาจคล้ายกัน แตกต่างกันบ้าง หรือตรงกันข้ามกันเลยก็มี ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? ผมขอเรียนว่าการที่ข้อมูลไม่ตรงกันมีสาเหตุได้หลายประการ เช่น การดูแลรักษาบางโรคทำได้หลายวิธี คุณหมอแต่ละคนก็มักจะเลือกทำวิธีที่ตนเองถนัดหรือคุ้นเคยเป็นหลักซึ่งอาจจะแตกต่างกับคุณหมอคนอื่น ประการต่อมาก็คือความรู้ทางการแพทย์มีพัฒนาการไปเร็วมาก วิธีการรักษาผู้ป่วยก็เปลี่ยนเร็วตามไปด้วย ถ้าหมอไม่ติดตามความรู้อย่างสม่ำเสมอและรักษาคุณแม่ด้วยวิธีการเดิมๆ ที่เคยชิน ก็อาจจะทำให้วิธีการแตกต่างกับคุณหมอที่ติดตามความรู้อย่างสม่ำเสมอ

 

ทางออก : สอบถามให้แน่นอนก่อนตัดสินใจ

ผมอยากจะบอกคุณแม่ทั้งหลายว่า ถ้าไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจกับการดูแลรักษาต่างๆ ของคุณหมอ ขอให้สอบถามเสียให้เข้าใจจะได้ไม่ต้องมาเครียดหรือกังวลใจภายหลัง

ผมยังงงๆ อยู่ไม่หายว่า ทำไมเวลาสงสัยคุณแม่ไม่ยอมถามคุณหมอที่ดูแล แต่ชอบไปถามคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับการดูแลรักษาแทน และที่สำคัญมักจะเชื่อเสียด้วยสิ ถามหมอเถอะครับ แต่ละคนเรียนกันมานานทั้งนั้นและความรู้ก็ไม่น่าจะยิ่งหย่อนกว่ากันหรอกครับ

ภายหลังฟังข้อมูลแล้วถ้ายังไม่แน่ใจจะถามใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ขอให้คุณแม่ทุกคนโชคดีครับ

 
 

[ ที่มา...นิตยสารดวงใจพ่อแม่ Vol.12 No.144 October 2007 ]

URL Link : http://www.planpublishing.com

 

     
   


[Home] [โรคเด็ก] [เสพสมให้สมอารมณ์หมาย] [คู่มือเลี้ยงลูก] [คลินิกเด็ก] [ผู้สูงวัย] [ครอบครัว] [คุมกำเนิด] [วัยรุ่น] [เบี่ยงเบน] [กฏหมาย] [สุขภาพจิต] [ผู้หญิง ผู้หญิง] [กามโรค]